letters

จาก ชาติ (นี้) ถึง เพื่อน

posted on 16 Nov 2009 21:56 by dekchart04  in letters

 

13-21 ตุลาคม 2552, UNIVERSITY DE PROVENCE, เมือง EIX- EN-PROVENCE, ฝรั่งเศส

 

ถึงเพื่อนๆ เมื่อวันที่ ๑๓-๒๑ ตุลาฯไปฝรั่งเศสมา(เมือง EIX- EN-PROVENCE)

เขาเชิญไปคล้ายกับว่าสัมนาพูดคุยกับนักเขียนอะไรทำนองนั้น มีมาจากหลายประเทศ(ในเอเซีย)

จีน,เวียตนาม,เกาหลี,ญี่ปุ่น,ไต้หวัน,ไทย นักเขียนที่ไปทุกคนล้วนมีงานแปลที่ตีพิมพ์ในภาษาฝรั่งเศสทั้งนั้น

มีเจ้าภาพร่วมกัน ที่เห็นก็คือ มหาวิทยาลัย,แล้วหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในเมืองนี้

และ สำนักพิมพ์ในฝรั่งเศส(มีหนังสือของทางสำนักพิมพ์มาขายด้วย) นักเขียนทั้งหมดมี ๙ คน

จีนหนึ่งคน,เวียดนามสองคน,เกาหลีสองคน,ญี่ปุ่นสองคน,ไต้หวันหนึ่งคน,คนไทยครึ่งคน

แต่งานนี้ก็ไม่ได้มีเฉพาะหนังสืออย่างเดียว เขามีแสดงภาพถ่าย และฉายภาพยนตร์ด้วย

ของไทยมีงานของมานิตย์ชุด "มิสเตอร์พิงค์แมน" แสดงร่วมกับช่างภาพเวียดนาม

ส่วนภาพยนตร์มีของเจ้ย เรื่อง "สัตว์ประหลาด"ร่วมฉายกับภาพยนตร์จากประเทศอื่นๆด้วย

แต่ทั้งสองคน(ไทย)ไม่ได้มาร่วมงานด้วย ผมจึงเมาได้สะดวกเพราะไม่มีใครเห็น (แล้วกลับมาฟ้องได้)

ดูโดยรวมของงานแล้วก็คงเน้นเรื่องวรรณกรรมเป็นแกนหลัก มีการอภิปรายในหัวข้อเกี่ยวกับการเขียนการอ่าน ตลอดงาน ผมโดนไปสามรายการ (ไม่รวมวันเปิดงาน) และไม่รวมที่จะต้องไปนั่งเซ็นหนังสืออีกสองวัน(วันละชั่วโมง) เพื่อช่วยเขาขายหนังสือของเรา เขาคงคิดว่าต้องใช้มันให้คุ้มค่าข้าวค่าเครื่องบินเขา เพราะแต่ละคนก็โดนกันไม่ต่ำกว่าสองรายการ แต่ดูจาการจัดงานแล้วคิดว่าเขาคงใช้ค่าใช้จ่ายไม่น้อย

นักเขียนที่ร่วมอภิปรายจะมีล่ามส่วนตัวทุกคน นักเขียนแต่ละคนจะพูดภาษาของตัวเอง ระหว่างนั้นล่ามก็จะแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสให้ผู้ฟังที่อยู่ในห้องฟัง และล่ามของเรา(ที่นั่งอยู่ในเงามืด)ก็จะแปลกลับมาเป็นภาษาไทยใส่หูฟังของเรา เราก็จะรู้ว่าไอ้นักเขียนเวียดนามที่นั่งข้างเราคนนี้ มันพูดว่าอะไร โง่หรือฉลาด คืนนี้จะชวนมันกินเหล้าดีไหม อย่างนี้เป็นต้น เพราะเราฟังความคิดเขาได้ เราอ่านความคิดเขาออก

พูดถึงคนฟังก็สนใจกันดี ประมาณสองสามร้อยคน ซึ่งถือว่าไม่มากถ้าเทียบกับการ แข่งขันฟุตบอลอังกฤษ แต่ก็อย่างว่า เรื่องวรรณกรรมที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน คือคนสนใจน้อยอยู่แล้ว แต่ดูจากคำถาม ดูจากการตั้งใจฟังของเขา ก็ทำให้รู้ได้ว่าถึงจะน้อยแต่ก็มีคุณภาพ เป็นประเภทนักอ่านตัวจริง

ส่วนคลิปที่แนบมานี้ เพื่อนคงรู้แล้วว่าไม่ใช่คลิปอย่างนั้น ที่มาของมันมีอยู่ว่า วันไปถึงวันแรก(ก่อนเปิดงานหนึ่งวัน) ตอนเย็นเขาก็มีเลี้ยงไวน์เลี้ยงข้าวกัน ในระหว่างนั้นเขาก็ให้การบ้านมาว่า พรุ่งนี้ตอนเปิดงาน นักเขียนทุกคนจะต้องตอบคำถามว่า "คาดหวังอะไรที่จะได้กลับไปจากงานนี้"โดยมีเวลาห้านาทีให้ตอบคำถาม (รวมทั้งแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วย) โดยสรุปก็คือ เรามีเวลาพูดแค่สามนาที ที่นี้ เพื่อนก็คงรู้ว่า ผมเป็นคน คิดช้า ทำอะไรช้า พูดช้า ก็มาคิดว่า ถ้าจะให้พูดก็คงเริ่มต้นว่า..ผมคิดว่า..สิ่งที่จะพูด...ต่อไปนี้..ไม่น่าจะถูกต้อง..เสียทีเดียว..แต่เมื่อคิดใหม่อีกที..ก็น่าจะพูดได้ว่า..หมดเวลาแล้วครับ"

คืนนั้นก็เลยไม่ได้คิดเรื่องนี้ นั่งกินไวน์ดีกว่า-เพลินกว่าเยอะ วันรุ่งขึ้นตอนกินข้าวกลางวัน ผมเลยคิดว่า..เขียนไปอ่านดีกว่า (เพราะเวลามันน้อยเหลือเกิน) ตกเย็นก็เอาที่เขียน(ลายมือไปอ่าน-ล่ามก็แปลลายมือเหมือนกัน) อ่านแล้วก็มีคนชอบ นักเขียนเวียดนามขอฉบับแปลไปว่าจะลงในหนังสือพิมพ์ที่เวียดนาม วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตีพิมพ์สิ่งที่ผมอ่าน รุ่งขึ้นเลยดังไปเลย(ไม่ตั้งใจจริงๆ) ไม่รู้ว่ามันตื่นเต้นอะไรกันนักหนา เพราะสิ่งที่เราพูดทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้ว มันก็รู้เหมือนกันนั่นแหละ ทำเป็นมารยาทดีกันไปได้ ถ้าไม่เชื่อ เพื่อนๆลองอ่านดู ชาติ(นี้)จริงๆ


--------------------------------------------------------

ผู้ส่งข่าว
ผมมาที่นี่ เพื่อจะมาส่งข่าวถึงพวกคุณ เปล่า ผมไม่ได้มาในฐานะตัวแทนของนักเขียนของประเทศของผม แต่ผมมาในฐานะตัวแทนของตัวเอง มาเพื่อจะบอกกับพวกคุณว่า ในประเทศของผมมีภาษา มีวัฒนธรรม มีศิลปะและวรรณกรรมเช่นเดียวกับประเทศของคุณ ผิดเพียงแต่ว่า ประเทศของผมเป็นเพียงประเทศเล็กๆที่กำลังพัฒนา หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือประเทศโลกที่สาม

และเมื่อพูดถึงประเทศโลกที่สาม เรามักจะได้รับการดูถูกดูแคลนจากประเทศโลกที่หนึ่งอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ศิลปะ หรือแม้แต่นิสัยของผู้คนที่หยาบคาย ไม่วายเว้นแม้แต่วรรณกรรมที่พวกเราอ่านกันอยู่

งานวรรณกรรมในสายตาของผมในความคิดของผม มันมีคุณค่าไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กัน แต่ละประเทศนั้นต่างมีชุดประจำชาติที่สวมใส่ ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นถิ่น เพื่อให้คนได้อยู่อย่างอบอุ่นและสุขสบาย ส่วนที่เกินมานั้น และเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของความเป็นมนุษย์ คือความสวยงาม ความพึงใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือศิลปะนั่นเอง

และทุกครั้งที่พวกคุณมองดูเสื้อผ้าของพวกเราที่สวมใส่อยู่ คุณมักจะตัดสินเราว่า เสื้อผ้าของพวกเราไม่ทันสมัย การตัดเย็บยังไม่ประณีต ไม่มีแฟชั่นที่หลากหลาย ไม่มีสไตล์ที่น่าสนใจ

เช่นเดียวกัน เมื่อคุณมองวรรณกรรมของเรา คุณมักจะตัดสินว่า วิธีการเขียนไม่ทันสมัย ไม่มีสไตล์ที่น่าตื่นเต้น เรื่องราวเนื้อหายังวนเวียนกับเรื่องซ้ำซาก ความยากจนของประชาชน นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น การใช้แรงงานเด็ก ปัญหาโสภิณี

ผมมาที่นี่เพื่อจะส่งข่าวว่า ถึงแม้ประเทศของผมจะไม่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นประเทศของพวกคุณ แต่ผู้คนในประเทศของผมก็สวมใส่เสื้อผ้าเช่นเดียวกันกับผู้คนในประเทศของคุณ ขอได้โปรดอย่าคิดว่าผู้คนในประเทศของผมไม่มีเสื้อผ้าให้สวมใส่เหมือนผู้คนในประเทศของคุณ

และวันหนึ่ง เมื่อคุณเบื่อที่จะสวมใส่เสื้อผ้าของคุณ หรือเบื่อแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของคุณ คุณอยากจะลองสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างจากที่คุณเคยชิน ผมเพียงแต่หวังว่า วันหนึ่ง ในตู้เสื้อผ้าของพวกคุณอาจจะมีเสื้อผ้าของพวกเราชาวโลกที่สามเข้ามาปะปนให้คุณได้เลือกใส่บ้าง

เช่นเดียวกัน ในตู้หนังสือของพวกคุณ ในชั้นหนังสือของพวกคุณ ผมหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า อาจจะมีหนังสือของพวกเราเข้าไปปะปนบ้าง
ผมมาที่นี่ เพียงทำหน้าที่ส่งข่าวเท่านั้นเอง บางที ข่าวที่ผมนำมาส่งนี้อาจจะล่องลอยไปกับสายลม และผมไม่คาดหวังอะไรกับมันมากนัก ผมมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ส่งข่าว
ขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีส่วนทำให้ผมได้นำข่าวสารนี้มาฝากพวกคุณ ขอบคุณครับ

ชาติ กอบจิตติ
๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
UNIVERSITY DE PROVENCE

-------------------------------------------------------

Fête du livre
15-18 octobre 2009
Aix-en-Provence
Cérémonie d’ouverture

Intervention de Chart Korbjitti


Je suis venu ici pour vous informer. Je ne suis pas venu comme représentant des écrivains thaïs mais à titre personnel. Je suis venu pour vous dire que mon pays a une langue, une culture et une tradition artistique. Et une littérature, tout comme dans chacun de vos pays. La différence, c’est que mon pays est petit et en voie de développement. Ou en d’autres termes un pays du tiers-monde.
Et quand on parle des pays du tiers-monde, les pays développés nous considèrent avec condescendance, qu’il s’agisse du mode de vie, des valeurs culturelles ou artistiques et considèrent les gens du tiers-monde comme des rustres, ce qui vaut aussi pour la littérature que nous lisons.
La littérature, à mon avis, est tout aussi importante que les vêtements que nous portons. Chaque pays a sa façon de se vêtir en fonction du climat et de l’environnement de façon à ce que chacun soit à l’aise et bien dans sa peau. Ce qui est au-delà de ça et dont on ne peut pas se passer, c’est la beauté; en d’autres termes, c’est l’art.
Et chaque fois que vous regardez les vêtements que nous portons, vous vous dites que ces vêtements sont démodés, de coupe grossière et sont tout sauf branchés.
De la même façon, quand vous considérez notre littérature, vous vous dites que notre style est démodé, qu’il n’a rien d’excitant, et que nos thèmes sont répétitifs: la pauvreté du petit peuple, la corruption des politiciens, la prostitution et l’exploitation des enfants.
Je suis venu ici pour vous dire que même si mon pays n’est pas aussi développé que les vôtres, nous portons des habits confortables et qui nous conviennent tout autant que ceux que vous portez chez vous. Et n’allez surtout pas croire que ce n’est pas le cas!
Et si un jour vous en avez marre de porter les vêtements qui sont les vôtres, ou de suivre les modes qui sont les vôtres et qui changent en permanence, j’espère que vous essaierez les nôtres, et que dans vos penderies on trouvera un choix de vêtements parmi les quels les nôtres figureront.
De la même façon, j’espère que sur vos étagères et dans vos bibliothèques, il y aura un choix d’ouvrages littéraires parmi lesquels les nôtres figureront aussi.
Je suis venu ici pour faire mon devoir qui est de vous informer. Si ça se trouve, cette information ne servira à rien, je n’ai pas de grands espoirs à ce sujet.
Mon devoir est simplement de vous informer
Je tiens à remercier tous ceux qui m’ont convié à venir ici pour délivrer ce message.


(Texte traduit par Louise-Pichard-Bertaux avec la collaboration de Marcel Barang)
 
 

 

 

 

 

7

หนูอูถามถึงบ้านเกิดข้าพเจ้าในเช้าวันหนึ่งหลังอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ผัก และผัก หากต้องสาบานข้าพเจ้าไม่รีรอแม้เสี้ยววินาที...

 

พวกเขาเรียกผักสัญลักษณ์คล้ายบร็อคโคลี่ว่า บารากัว ที่มานั้นเกี่ยวพันกับประเทศซึ่งเคยปกครองบ้านเกิดหนูอูมาก่อน ผนวกกับลักษณะคล้ายสิ่งรองรับและปกปิดและปกปิดอวัยวะเหนือสะดือแต่ต่ำกว่าคอของอิสตรี

 

ขณะที่ผักสัญลักษณ์ของประเทศอย่าง เบเชบี้ ไม่ต่างจากผักบุ้งจีน เพียงแต่ขนาดยอดและไปยาวใหญ่กว่าประเทศอื่น ทั้งดอกไม่ใช่สีขาว หนูอูเล่าว่าชื่อของมันตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่นักปฏิวัติท่านหนึ่ง เขาพยายามปลดปล่อยบ้านเกิดหนูอู ทว่าไม่สำเร็จ

 

ข้าพเจ้าอิหลักอิเหลื่อเมื่อทราบว่าท่านประธานฯเจาะจงให้มาที่นี่ แม้แต่ไมค์ยังพูดติดตลกถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องพานพบ เอาเข้าจริงกลับไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ถนนกว่าครึ่งลาดยาง ตึกรามบ้านช่องสีขาวเป็นส่วนใหญ่ เว้นแต่สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา กระเบื้องโมเสคลวดลายปวงเทพในตำนาน(ถึงบางอ้อ เหตุที่ประชากรกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นมังสวิรัติ)

 

หนูอูหนีออกจากบ้านเมื่อทราบว่าข้าพเจ้าเป็นใคร แรกพบเธอเดาไม่ยากว่าข้าพเจ้าหาใช่คนท้องถิ่น ด้วยสีหน้า น้ำเสียง กิริยาอาการโดยรวมข้าพเจ้าห่างไกลสุภาพบุรุษในทัศนะของคนทั่วไป

 

ก่อนข้าพเจ้าเอ่ยถึงบ้านเกิด ข้าพเจ้าวิงวอนให้เธอสัญญาข้าพเจ้าข้อหนึ่ง เธอว่าไม่เคยมีใครรักษามันได้ พ่อ แม่ พี่ชาย ญาติๆ แต่กับข้าพเจ้า กับเช้าซึ่งเด็กหนุ่มสามคนจากซีแอตเติลกำลังเล่นดนตรีอยู่ในห้องซ้อมสับปะรังเค และกับภาพประวัติศาสตร์ที่เธอมีส่วนร่วมโดยตรง...

 

8

ท่านคิดว่าหนูอูเริ่มถ่ายภาพเมื่ออายุเท่าไหร่?

สาม-สี่-ห้า หรือหกขวบ? คำตอบอยู่ในสายลม เช่นเดียวกับปารามี ซิงห์ เขาไม่มีทางรู้แม้สืบเสาะเชิงลึกด้วยสมมุติฐานและเท็จจริง สุทตรีเท่าที่เขาเล่าแก่ข้าพเจ้า เธอนับถือทุกคนที่ชังศฺลปะ สบอารมณ์ต่อผู้ก่นด่าภาพวาดของเธอ ปารามีไม่อาจทราบแรงจูงใจที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เขารู้เพียงเธอเปี่ยมสุขดั่งบรรลุธรรมขณะลุงดามาวีเผาภาพใดภาพหนึ่งของเธอต่อหน้าสุรีปาตีเทพแห่งศิลป์

 

เถอะปรารามีรู้จักบอมเบย์เป็นอย่างดี หาเพราะเติบโตที่นั่น แต่คือเมืองซึ่งพ่อ-แม่พบกัน ตกหลุมรัก พลัดพราก และกลับมาพบกันอีกก่อนสงครามแยกประเทศออกเป็นสาม ประเทศหนึ่งให้กำเนิดบุพการี อีกประเทศฝังร่างพวกท่าน อีกหนึ่งที่เหลือข้าพเจ้าสบโอกาสเยี่ยมเยือนสักวัน หากไม่เพราะปารามีทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสุทตรี เขาปฏิเสธพาข้าพเจ้าไปพักร้อนทั้งที่ท่านประธานฯอนุมัติล่วงหน้าถึงสองไตรมาส

 

หากท่านเป็นพวกบ้างาน เป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ ท่านต้องชอบปารามี หลายครั้งข้าพเจ้าพยายามซักไซ้การเป็นอาจารย์นั้นยากนักหนา สวมรอยคงยากกว่าหลายเท่า เขาเปรยว่าคอร์สที่ข้าพเจ้าผ่านก่อนปฏิบัติงานแตกต่างจากเมื่อท่านประธานฯคนก่อนบริหาร ข้าพเจ้าต้องเรียนการแสดงกระทั่งเทียบชั้นฮอลลีวู้ด อย่างน้อยหนึ่งชนิดอย่างช่ำชองระดับมืออาชีพ อ่านหนังสือตามจำนวนที่กำหนด ห้ามเกี่ยง วิชาการ สารคดี ท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงวรรณกรรม ทดสอบสมรรถภาพร่างกายและจิตใจไม่ต่างจากทหารปรับปรุงบุคลิกภาพ ลดทอนหรือเพิ่มตามสถานการณ์ ร่วมทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อยสองโครงการ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียนได้อย่างน้อยห้าภาษา ฯลฯ

 

แล้วข้าพเจ้าไม่ฝึกฝนตามที่กล่าวมาหรอกหรือ?

คำตอบหาได้อยู่ในสายลม แต่ซ้อนอยู่กับคำถามที่ว่า...

ข้าพเจ้าเริ่มทำงานกับองค์กรเมื่ออายุเท่าไหร่?

 

9

องค์กรเรามีพนักงานทั้งในและต่างประเทศราว 5,000 คน แบ่งเป็น 73 แผนก แยกเป็นชุดปฏิบัติการ 34 ทีม ชุดเฉพาะกิจ 25 ทีม ชุดปฏิบัติการจำแนกเป็นสารสนเทศ 11 ทีม แผนที่ 8 ทีม ข่าวกรอง 6 ทีม ส่วนคลังยุทโธปกรณ์และพาหนะจำนวนไม่แน่นอน บ้างมีถึง 5 หากประสบปัญหาด้านการเงิน อาจลดเหลือเพียง 3 หรือ 2 ส่วนชุดเฉพาะกิจแบ่งเป็นทีมละ 12 คน ทุกคนต่างเชี่ยวชาญตามความถนัด หัวหน้าของแต่ละทีมมีสิทธิ์ขาดในการเลือกและโยกย้ายสมาชิกตามความเหมาะสม เช่น ข้าพเจ้าพูดภาษาเดจาวูไม่ได้ แต่เป้าหมายพูดภาษาดังกล่าวหัวหน้าภารกิจย่อมสับเปลี่ยนข้าพเจ้ากับใครสักคนที่พูดเดจาวูได้คล่อง สัดส่วนทีมกับที่ปรึกษาอยู่ที่ 1:2 ไมค์คือหนึ่งในตำแหน่งดังกล่าว ที่ปรึกษามึงสอง เนื่องจากป้องกันเหตุซ้ำรอย เมื่อครั้งท่านประธานฯคนก่อบริหาร และงานของเหล่าที่ปรึกษาไม่ราบรื่น หากขาดตำแหน่งประสานงาน หากท่านยังไม่ลืมโจแอนนา ตากลมโตสีน้ำตาล คิ้วดกหนา จมูกแดงตลอดเวลา ริวฝีปากเผยอ พร้อมถามอไรสักอย่างที่ทำให้คุณโง่ ไปชั่วขณะ เธอเก่งกาจในตำแหน่งนี้

 

เอาล่ะ...ข้าพเจ้าแนะนำตัวเท่าที่จำเป็น คงไม่รบกวนเวลาของท่านจนเกินไป หากรบกวนถือว่าท่านได้ประโยชน์ เพราะนี่คือลายแทงขุมทรัพย์ฉบับสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าค้นพบ เป็นการค้นพบของข้าพเจ้าเพียงลำพัง

 

ไมค์จากโลกนี้ด้วยวัย 48 ปี มีภรรยา 2 ลูก 4 ปรสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะกลับจากงานปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

 

ท่านประธานฯไม่ดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ นิยมเปิดบริสุทธิ์เด็กหนุ่ม ถูกฆาตกรรมวันเดียวกับภรรยาหลวง ของไมค์เซ็กซ์หมู่กับพนักงานอสังหาริมทรัพย์

 

ปารามี ซิงห์พยายามรักษาโรคหัวใจตลอด 14 ปีสุดท้ายของชีวิต เพื่อนผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คนหนึ่งพาลูกสาวเข้าเยี่ยมทกสุดสัปดาห็

 

โจแอนนาแต่งงานและหย่าหลายครั้ง หนสุดท้ายผ่านไปอย่างทุลักทุเล เธอกับเจ้าบ่าวแทบเดินเข้าโบสถ์ไม่ไหว เขา 90 ปีส่วนเธอราว 95

 

อูฟามาวา เนมเป้ไม่จับกล้องถ่ายรูปอีกเลย นับแต่ยึดอาชีพนางแบบ เธอแสดงนำในภาพยนตร์ซึ่งไมค์อำนวยการสร้างเท่านั้น

 

สุทตรี มายาถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมเกย์เฒ่า ปัจจันภาพวาดสุดท้ายของเธอไม่อาจประเมินราคา มีคนตายเพราะมันทุกๆ 5 นาที

 

มิชาเอล พรูวินสกี้เดินทางรอบโลกด้วยสองเท้าเปลือยเปล่า ว่ากันว่าห้วงสุดท้ายของชีวิตเขาเกลียดบทกวี เพราะมันทำให้เขาร่ำรวยติด 1 ใน 5 ของโลก

 

เออร์ลักซ์ สวินนี่ผันตนเองเป็นผู้จัดประมูลงานศิลป์ ว่ากันอีกเช่นกัน เขาก๊อบทุกภาพไว้ในห้องลับในบ้านหลังใดหลังหนึ่ง (4,721 หลัง)

 

โรสซานน่า เยฟฟาเนฟใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ สยามประเทศ เธอเผยปพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

 

ท่านประธานฯคนก่อนจัดอันดับสิบศิลปินยอดเยี่ยมของตนเสียใหม่ ศิลปินดังกล่าวดุจต้นธารศิลป์แต่ละแขนง ทว่าน้อยคนที่จะรู้จักพวกเขา

 

และมร.เอก บ้านหลังสุดท้ายของเขายังเป็นนวนิยายซึ่งวิเคราะห์ชนิดคำต่อคำเรื่อยมา.

 

(อ่านต่อฉบับหน้า)

(ฉบับที่แล้ว คลิก)

 

 

นวนิยายจากพี่เอก(5)

posted on 03 Aug 2009 12:30 by dekchart04  in letters

 

 

ก่อนชั่วโมงที่ 21 ราว 15 นาที

 

 

อ่านดังๆหน่อยพี่ชนม์ บทกวีนะพี่ บทเลิฟซีนก็ว่าไปอย่าง...หรือพี่จะลองแต่งเอง เผื่อจะอินมากว่านี้ (05.34 น.)

 

-ลองแต่งเอง- น้ำหน้าอย่างพี่นะหรือจิรัฏฐ์ ลืมตามาพร้อมโรคประจำตัวที่แม้แต่พ่อยังอธิบายไม่ได้จนทุกวันนี้

 

โรคประจำตัวของชนม์ คือยาขนานเดียวที่เยียวยาความป่วยไข้ของย่าได้แม่มักปลอบเช่นนี้ แล้วกับบทกวีของน้อยนอกจากสำแดงอาการต่อพี่มากผิดปรกติยังกระทบถึงล้วนจนเกินพอดี ขณะที่เหตุประหลาดนี้ยังก่อเกิด บางสิ่งบางอย่างกับยี่อย่างไม่พบเห็นจากผู้ใด (05.35 น.)

 

เรื่องนี้มีอยู่ว่าพี่เขียนเฉพาะแต่นวนิยาย เรื่องสั้นไม่เอาอ่าว ความเรียงแค่ถูๆไถๆ มิพักต้องนึกถึงบทกวี (05.36 น.)

 

ส่วนตัวนะจิรัฏฐ์ พี่ชอบบทกวี อ่าน-ฟัง-พูด ไม่เคยเกี่ยง แต่โปรดอย่าบังคับให้แต่งเลย

 

ปายฟ้ารู้ซึ้งความจริงประการนี้ยิ่งกว่าใคร เมื่อครั้งเรายังเด็ก บทกวีของพี่ทำเอาน้ำตาเธอไหลพราก (05.37 น.) ทั้งที่เป็นเพียงบทกลอนธรรมดาบทหนึ่ง พี่จำได้ไม่ครบถ้วนนักเกี่ยวกับความหมาย แต่ที่ไม่เคยลืมเพราะนั่นคือครั้งแรก (05.38 น.) ที่เห็นน้ำตาลูกผู้หญิง ผู้หญิงจริงๆ ไม่ใช่ในจอโทรทัศน์ จิรัฏฐ์อาจเถียง แม่ของพี่ชนม์ล่ะครับ อย่าบอกไม่เคยทำให้แม่เสียใจซึ่งพี่หาได้แก้ตัวสำหรับเรื่องนี้ เพียงแต่แม่อาจมีวิธีแสดงความเสียใจในแบบของแม่ก็เป็นได้ (05.39 น.)

 

ที่แปลกเพราะปายฟ้าหาได้ซาบซึ้งต่อบทกวี เธอเอาแต่พร่ำบอก

ปายว่าเธอหยุดอ่านบทกวีบ้าๆนี้ก่อนดีกว่า ไม่เห็นรึไง

ครั้นหยุดอ่าน ปายฟ้ากะพริบตาถี่ พายุน้ำตาเมื่อครู่เหือดแห้งในทันที เธอว่าไม่รู้ มันไหลของมันเอง ทีนี้พี่ทดลองกับบทกวีของท่านอื่น ไล่ตั้งแต่ขมขื่นไปจนถึงหวานเลี่ยนเอียนโรแมนติค (05.40 น.) ผลที่ออกมายังความเสียใจเกินแบกรับ พี่เอาแต่กระฟัดกระเฟี้ยด จิรัฏฐ์มีโรคประจำตัวไหม หากมีคงไม่ร้ายแรงเหมือนโรคที่พี่เป็นกระมัง (05.41 น.)

 

ขณะที่แม่ช่างเข้าอกเข้าใจเสียเหลือเกิน ทั้งที่ย่ามักร้องไห้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเป็นกิจวัตร ยังไม่วายจัดตารางอ่านบทกวีให้คุณย่าฟัง จนไม่แน่ใจ (05.42 น.) ว่าน้ำตาของย่าไหลหลั่งเนื่องเพราะคิดถึงปู่ หรือวิธีอ่านบทกวีของพี่เป็นเหตุ

 

จิรัฏฐ์ร้องไห้ครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ที่ถามเพราะถึงวินาทีนี้หาได้มีใครเคยเห็นน้ำตาพี่ (รวมทั้งตัวพี่เองด้วย) แต่โรคประจำตัวที่ว่า (05.43 น.) ใช่จะสร้างปัญหาถ่ายเดียว ข้อดีประการแรกสุดคงต้องย้อนกลับไปเมื่อวันแรกๆที่พี่กับล้วนรู้จักกัน วันซึ่งปัญหาบ้านแตกของล้วนยังเป็นเรื่องเย้าเล่นในกลุ่มรปภ.ด้วยกัน ทั้งเขาเองเพิ่งหัดวาดรูป ฝีมืออ่อนหัด ฝีแปรงอ่อนแรง ต่างกับแชมป์ เดอะ มาราธอน(05.44 น.) ใหม่หมาดอย่างพี่ ล้วนอายุนำพี่ไปสองปี ทว่าใบหน้าเยาว์กว่าพี่ราวสองปี เป็นความพอดีซึ่งใช่จะหาได้โดยง่าย นิติภาวะของเราจึงถึงแก่บรรลุด้วยฝันลมๆแล้งๆ ทำนองว่าในอนาคตอันใกล้เขาจะวาดม้าเป็นม้า ช้างเป็นช้าง หรือใบหน้าใกล้เคียงตัวแบบบ้าง มิใช่วาดโครงหน้าม้าใส่บนหน้ายี่ ไม่ก็วาดรูปหน้ายี่ได้คล้ายหน้าช้าง (05.45 น.) ขณะพี่เองถูกเชิญออกจากมหาลัยทั้งคดีความไม่ทันไปสู่ชั้นศาล และหากปายฟ้าจะถือสาเอาความเธอจำต้องยอมรับความจริงที่ละอองออมปกปิดตลอดมาพี่ฉลาดกว่าปายฟ้ารึ? ไม่หรอกจิรัฏฐ์ เธอเป็นนิสิตแพทย์เชียวนะ อย่างที่บอก จดหมายนับร้อยๆฉบับยังไม่พ้นสายตา นับประสาอะไรกับเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้(ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือ เหมือนนักมายากลนั่นแหละ หากเผยเคล็ดลับเป็นจบกัน) (05.46 น.)

 

แล้วปายฟ้าล่ะ เธอบรรลุนิติภาวะวันเดียวกับที่ผลการตัดสินเป็นเอกฉันท์ และมีความสุขมากที่ผลออกมาเช่นนั้น อาจเป็นได้ว่าออมมือ ทั้งที่นวนิยายของเธอดีพอสำหรับทุกรางวัลในจักรวาลเล็กๆของเรา (05.47 น.) ไม่กล่าวเกินจริงหรอก อาจดีพอสำหรับทุกมิติเวลาด้วยซ้ำ หากตกลงไปยังหลุมดำ ไม่ว่าจะโผล่ออกยุคสมัยใด แฟชั่นล้ำหรือย้อนยุค นิยมดนตรีคลาสสิคหรือัลเตอร์เนทีฟ บริโภคสังคมนิยมหรือทุนนิยม เสพภาพยนตร์สีหรือขาว-ดำ สงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ 2 นวนิยายของปายฟ้าก้าวพ้นขีดจำกัดของตัวมันเอง (05.48น.) ซึ่งเท่ากับว่าเธอสร้างนวัตกรรมขึ้นมาและทำลายลงสิ้นซากในเวลาเดียวกัน (05.49 น.)

 

เหมือนโกหกหากสารภาพตามจริง จิรัฏฐ์คงเห็นด้วยไม่น้อยหากจะบอกว่า เมื่อเรารู้จักคนคนหนึ่ง รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม นิยายถูกเขียนขึ้นแล้ว อัตโนมัติ เป็นธรรมชาติ (05.50 น.)

 

...ร้อยปราสาท หมื่นคฤหาสน์ ล้านราชวัง กี่ดวงจันทร์ ดื่มราตรี เพื่อรอ---รอเธอ

แล้วบทกวีของน้อยได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ สำแดงอาการต่อพี่มากผิดปรกติ กระทบถึงล้วนจนเกินพอดี และก่อเกิด บางสิ่งบางอย่างกับยี่อย่างไม่พบเห็นจากผู้ใด (05.51 น.)

 

ส่วนปายฟ้าน่ะรึ ถามเจ้าบ่าวข้างตัวเธอสิ เขาน่าจะตอบได้ดีที่สุด

 

(อ่านต่อฉบับหน้า)

อ่านฉบับที่แล้ว คลิก