Shortstories

จันทร์บังตา

posted on 21 May 2009 15:17 by dekchart04  in Shortstories

จันทร์บังตา 

บ่ายแก่เต็มที่แล้ว ซอกตึกสีเทากำลังสาละวนอยู่กับการผลักไสไอร้อนของแสงแดดออกจากผนังอย่างไม่ลืมหูลืมตา หลังมือสองฟากตึกนับร้อยนับพันหยุ่บหยั่บเต้นไหวในเปลวระอุนั่น รตีขยุ้มส่าหรีกระชับวงหน้าตลอดจนสุดตลาด เธอจับรถไฟมาเพื่อหลีกเลี่ยงการสืบค้นจากหน่วยงานต้นสังกัด แม้ต้องสูญเวลาอันมีค่าไปอักโข แต่ก็คุ้มค่าความปลอดภัย

เสียงจ้อกแจ้กจอแจยังหล่นประปรายอยู่ตามร่องคูน้ำของตลาดใกล้วาย เงาร่มกันแดดสารพัดสีขมุกขมัวเอื้อมแขนยืดยาดเหยียดยาวไปตามไหล่ถนนฉุดสายตาคนเมืองติดขึ้นไปกับสีฉูดฉาดที่หุ้มห่มบนตัวรตี ก่อนฝุ่นลมจะพัดเศษทรายเข้าเปื้อนกลบตาแล้วผู้คนก็หันกลับมาสนใจกิจการงานตรงหน้าตามเดิม เสียงเร่งไขลานเฟืองนาฬิกาชุมชนหมุนเร็วกว่าปกติ

ในบ่ายวันนี้รตีกรีดขอบตาคมโค้งกว่าความเป็นตัวเอง ลงปากสดแดงเกินมันรับไหว วาดวงหน้าให้ดุร้ายบดบังตัวจริงอ่อนหวาน ในโมงยามนี้คิ้วโก่งเธอขมวดกิ่วนิ่วหน้าเขม็งเครียด เธอพรางตัวหลบเร้นเพื่อช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเข้าใกล้ตึกหลังที่สามถัดจากท้ายซอยก่อนสุดถนนหิน เธอหันซ้ายแลขวาก่อนเคาะประตูสามครั้งเป็นจังหวะเท่ากัน

“ขอสันติภาพมาสู่เจ้า” เสียงสุขุมเปล่งรับขึ้นดังจากอีกฟากขอบประตู

 “ขอแสดงความนับถือ” รตีน้อมศีรษะลงแล้วเอ่ยตอบ

“จงนำความซื่อสัตย์ของเจ้าเข้ามา แล้วนั่งลงเถิด” ประตูเปิดอ้าขึ้น รตียกชายผ้าก้าวข้ามธรณีประตูพร้อมกล่าว 

“ด้วยความโสมนัสที่แกว่งไกวตัวอยู่รอบเคหสถานแห่งนี้ ข้าขอมอบ...” เพียงบานประตูปะทะกรอบ มิทันสิ้นสุดเสียงลงกลอนและพิธีรีตองของรตี แขนกำยำคล้ำขนหยาบโอบรัดรั้งร่างหญิงสาวในชุดพริ้วบางเข้าสู่อ้อมกอด กายสัมผัสกายสูบฉีดอุณหภูมิเลือดร้อนแรง กรุ่นกำยานเปียกในห้องอับทึมอัดแน่นไปด้วยรอยยิ้มสุขสมของคนจรผู้โหยหิวพบพานแป้งนานพร้อมชานมรออยู่บนเตาไฟ ริมฝีปากครึ้มหนวดเคราหนารุกเร้าเข้าปล้นสะดม รตีเปิดทั้งกองคาราวานต้อนรับอย่างเต็มใจ กลีบดอกไม้ประดับผมไว้ร่วงกองเกลื่อนพื้น

ภินวรรณกณฺฑา หนุ่มมุสลิมหน้าคม ช่างฝีมือผู้ต้อยต่ำ ผู้ที่ไม่สมควรแม้แต่ทอดเงาให้รตีเหยียบเดิน เขากำลังต่อยแง่งหินอัปลักษณ์ให้เป็นประติมากรรมเทวีประจำถิ่นเมื่อเช้าวันนั้นที่เธอเดินผ่าน บ่ายเดียวกัน นายวงมโหรีแห่งกามกรีฑาจึงเร่งปัดกวาดฝุ่นลานเวที เครื่องดนตรีถูกยกขันเอ็นตั้งเสียงเทียบขึ้นจากบาปและเคราะห์กรรม เคล้าคลอด้วยเสียงกรีดก้องร้องสาปแช่งแห่งนางกาลี พร่ำบ่นงึมงำไปในดนตรีแห่งความเมามัว ทั้งสองเริงร่ายในวังวนโคลนตมกาเม

ด้วยความต่างของวรรณะและศาสนาทำให้เขาและเธอลักลอบพบกันได้เฉพาะวันอุปราคา วันที่นายงานผู้โหยกระหายเงินตรายิ่งกว่าช้างกุดงาติดบ่วงเชรายอมงดเว้นการแกะสลักศิลาใต้เงามัวแห่งแสงอาทิตย์ โบราณว่าเดือนดับยังไม่อัปมังคลเท่าตะวันหมอง มิมีผู้ใดยอมพ้นร่างออกจากชายคาในช่วงเวลาอุปราคาพาดผ่าน ไม้กวาดก้านยาวยังถูกเก็บเข้าหลบเงา แม้ตุ่นตัวที่โง่เขลาที่สุดยังขุดหลุมหลบภัย

ดังนั้นหากอวหารสังวาสแห่งเขาและรตีล่วงเข้าหูนายงาน ต่อให้ลงทัณฑ์ด้วยกี่สิบแสงคราสก็ยังไม่สาสมใจ หินสลักทุกก้อนที่เขาสัมผัสคงป่นปี้สลายปนไปกับผงฝุ่นเหือดแห้งแห่งแม่น้ำเนรัญชราภายในชั่วระยะเวลาแมลงหวี่กระพือปีก แค่ต้องสลักรูปเคารพนางเทวียังหยามเกียรติเขาได้มิหนำใจ

กระตุกเดียวส่าหรีบางก็หลุดกอง สวนทางขาขาวไต่เกาะขึ้นเปลือยรอบเอวกณฺฑา กำไลเท้ากระดิกตัวกรุ่งกริ่ง บนร่องหลัง คราบไคลเขาย้อยอาบชุ่มผ่องผิวนางดั่งฝนกระหน่ำกลิ้งบนกลีบดอกปาริชาตในบ่ายมรสุม เปียกชื้นชุ่มโชกด้วยเพลิงร้อนราคะ กณฺฑาเอนหลังบนฟูกฟางปูผ้าขาวหยาบบางเบาหวิว หว่างขารตีใสดั่งแก้วเหง่งหง่างกังวานบนหน้าท้อง เสียงครางลอดกระทบไรฟัน ร่อแร่รำไรพอกับลำแสงแห่งอุตสาหะของการบีบรัดตัวลอดมุดร่องแตกข้างบานหน้าต่างเข้าสังเกตการณ์

รตีสะบัดมอบอิสระแก่เส้นผมแอ่นโอนไปด้านหลังเหลียวสายตาติดตามเส้นแสงจนหรุบหายไป ข้างนอกนั่น, จันทราริกาผู้กล้าค่อยๆเคลื่อนคล้อยวงโคจรเข้ายึดครองดาวไฟเจิดจ้า พลิกตัวตลบกรอมจากทิศอิสาน เยือกเย็นเผ่นแทรกแสงโชนซ่าน สงครามกามานลสัปยุทธ ณ ห้วงเวลาใบไม้หยุดลมหายใจอุทิศความตายร่ายมนต์ดำบวงสรวงปูชา ดึงปุ่มปมมุทระจากฝักแลรากใส่พานเป็นเครื่องพลีบัตรสังเวยพระนางประธานพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ทั่วทั้งโลกหุบปากสงัดเงียบสดับฟังบทกวีคีตากาเมแห่งผู้ครองฟ้า

ศีตนารีจผู้มีแสงเย็นยกตนขบรอบรัศมีโคโรนา วกรรตตนะแผ่กายราบแล้สยมยอมบนแผ่นพื้นผิวอวกาศ นางจันทราริกาสืบส่ายกิริยาเบียดร่างเคล้าคลึงอารมณ์หมายสุขสมเสพสู่ สอดแทรกคลื่นแสงสำเริงสวาส เสพสังวาสบริสุทธิ์ไร้ซึ่งสัมผัสสอดใส่ เร้ารึงถึงจุดคั่งแล้วเผยิดเปิดรังสีนวลที่นุ่งห่มเปลือยกายขรุขระอันเต็มไปด้วยหลุมบ่อเวิ้งว้างตระการตายึดครอง หมุนควงวงโคจรสั่นพ้องในระนาบรัศมีเป็นแหวนแก้วเคลือบคราบเมือกสุญญากาศ แรงโน้มถ่วงอเสถียรต่อสู้ในชั้นสนามแม่เหล็กทั้งผลักดันและดูดดึง แต่หัวเพชรเม็ดงามยังเปล่งแสงอร้าแอร่มกล้าแกร่งยั่วล้อ นางกระต่ายฟ้าฤาจะรั้งรอกระโจนพลุ่มพล่าม ตระกรุมตระกรามครอบกลืนวาบแสงเสียวซ่านหมดจดเสร็จสิ้นในคราเดียว ดวงอาทิตย์ผู้ถูกบีบคั้นด้วยแสงจันทร์ดับดิ้นสิ้นกำลังจะต้านต่อ นางจันทราเค้นขมึงปะทุจุดหลั่งถั่งถ้น โชติมาตรปรากฏทะลุค่าเพดานวัดแตกกระจายทั่วทั้งดาราจักรซีกฟ้าเหนือ

กลียุคบนสรวงสวรรค์กินเวลาเนิ่นนานดุจดั่งชั่วนิรันดร์ สิ้นแสง สิ้นหวัง แต่ยังโลกเรายังคงปรากฏผู้กล้า นายคนตีกลองตัมลาระรัวไม้และแขนขา ส่งเสียงไล่ล่านางจันทร์กาลีออกจากเส้นวงรัศมี ปลดเปลื้องพระสุริยาผู้เพลี่ยงพล้ำ ปลดปล่อยแสงสว่างกลับคืนพื้นโลก

แม้เป็นอิสระ, ใช่ว่าดวงพระอาทิตย์ผู้ยิ่งยงจะกลับมากล้าแข็งได้ทันที แสงริบหรี่อับอายฉายฉานขึ้นบอกลาขอบฟ้าเป็นสัญญาณยามอัสดง แต่ตะวันก็คือตะวัน แม้ใกล้สิ้น ยังอุตส่าห์ปล่อยแสงลำสุดท้ายย่องกลับมาสำรวจห้องลับได้อีกหน กลิ่นเอียนหวานของเสื้อผ้าก่ายกอง กลิ่นแหลมฉุนของร่างกายก่ายเกย ฝุ่นควันคะคาวคลุ้งของกำยานอ้อยอิ่งในแสงสลัว รตีลุกขึ้นแต่งองค์ในความมืดมัว

ยืนบนธรณีประตูก่อนก้าวหลุดจากกรอบ นางรตีถามหาคำรัก ปากกณฺฑาเคล้าเคลียอยู่บนความพริ้วของเส้นผมหลังคอไม่ตอบเสียงใดนอกจากคราวหน้าคือเมื่อไหร่ นางรตีลอบมองฟ้าแล้วถอนใจ ตะวันดับคราใหม่คงได้เจอ

แล้วเงากำไลเท้าของรตีก็ลากเสียงกรุ่งกริ่งเหยียดยาวกลืนหายไปในแสงมืดอันยาวนานรกร้างผู้คน ใต้แสงจันทร์ราตรีที่ริบหรี่ทอดนำทาง

เรื่องรักใคร่

posted on 30 Oct 2008 14:03 by dekchart04  in Shortstories

 

ผมอาจจะยังเด็กสำหรับเรื่องรักๆใคร่ๆในสายตาของทุกคน ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักผม เพียงแค่มองปราดเดียวก็สามารถตัดสินอย่างนั้นได้ทันที ผมกับแม่อาศัยอยู่ในครอบครัวใหญ่ ครอบครัวอันหลากหลาย แต่ผมก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว ผมพูดคุยกับใครไม่รู้เรื่องแม้เราจะเที่ยวเล่น กินนอน และอยู่ด้วยกันในครอบครัวเกือบตลอดเวลา แต่ลึกๆลงไปข้างใน ผมรู้ว่าพวกเขาไม่เคยเข้าใจสิ่งที่ผมพูด

 

ผมไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อสักนิดในหัวสมองของผม แต่แม่ก็พยามเต็มที่ ผมปิดบังความรู้สึกด้านนี้ไว้ภายใน ไม่เคยอยากให้แม่ต้องลำบากใจ ผมรู้ว่าตัวเองรักแม่มาก จนผมโตป่านนี้ ผมก็ยังคงนอนกับแม่อยู่ แม่เป็นที่ที่เดียวที่ผมจะอุ่นใจและปลอดภัย แม่รับฟังผมทุกๆเรื่อง และพยามเข้าใจความแตกต่างและดื้อรั้นของผม  แม่ไม่เคยบังคับให้ต้องฟังคำแม่สอน แต่ทุกครั้งที่เห็นแม่เดินออกไปโดยไม่พูดอะไร ผมก็ต้องกลั้นใจหยุดความบ้าคลั่งของตัวเอง และตามไปนั่งนิ่งๆข้างแม่ บางที่เราก็ไม่ต้องพูดอะไร เพื่อที่เราจะเข้าใจกันได้มากที่สุด

 

เรื่องมันก็น่าจะดี แต่ตอนนี้ผมต้องการพ่อ ผมรู้สึกอับอายมากที่จะพูดเรื่องพรรค์อย่างว่ากับแม่ ผมอยากให้แม่รู้สึกว่าผมยังเด็กและไม่คิดจะจากแม่ไปไหน แต่ปรารถนาลึกลงไปในใจ ผมอัดอั้นครับ

 

ละแวกบ้านผมไม่เคยมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ยิ่งเป็นหญิงสาวด้วยแล้ว อืม... เอาอย่างนี้ ผมเคยคิดว่า ความแตกต่างระหว่างผมกับผู้หญิงมีเพียงท่าฉี่เท่านั้น แม้ว่าผมจะยังไม่ประสาเรื่องอย่างว่า แต่ใครๆก็ต้องมีครั้งแรกกันทั้งนั้น และผมก็ไม่อาจหนีเรื่องจริงนี้ไปได้เช่นกัน

 

ในบ่ายวันที่อากาศเริ่มเย็น ฝนที่ทิ้งช่วงไปนานปรอยลงอีกครั้ง ผมเล่นอยู่ในฐานลับริมคลองหลังบ้าน ไม่มีใครรู้จักที่นี่ อย่างน้อยผมก็คิดว่าอย่างนั้น ก็ไม่เคยมีร่องรอยคนแปลกหน้านี่นา แต่จู่ๆ ผมก็ได้กลิ่นที่ทำให้ผมต้องตกตะลึง กลิ่นนั้นโชยมาจากอีกฝั่งคลอง ผมไม่เห็นใครจึงลองกลั้นหายใจ บางทีผมอาจแค่จมูกแว่ว อึดใจใหญ่ผ่านไป ผมแทบกลั้นตัวเองไม่ให้ตระกรุมตะกรามสูดดมความหอมหวานที่เย้ายวนนั้นไม่ได้ มันเป็นรสสัมผัสที่แปลกประหลาด ผมไม่รู้ที่มาหรืออะไรคือสาเหตุของกลิ่นนั้น แต่ร่างกายมันตอบสนอง ชูชัน นี่เป็นครั้งแรกที่มันแสดงความเป็นชายออกมาชัดเจน ลมหายใจผมร้อนเร่า จังหวะหัวใจเริ่มรวนเหมือนเครื่องดีดลูกเบสบอลลัดวงจร บางครั้งมันส่งระรัว แต่ในบางคราวมันกลับเว้นช่วงแน่นหนึบ ผมไม่รู้ว่าจะจัดการตัวเองอย่างไร จึงได้นั่งลงริมฝั่ง สูดดมและเพ่งมองร่างกายที่ควบคุมไม่ได้ อยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ จนกลิ่นนั้นหายไป ผมได้แต่เฝ้ามองความเป็นไปของร่างกายที่บัดนี้ ค่อยๆสงบลงอย่างช้าๆ ในเวลานี้ผมอยากมีพ่อเสียจริง

 

ผมรอจนทุกสิ่งสงบลงเต็มที่แล้วจึงเดินกลับบ้าน ระหว่างทางนั้นผมก็เฝ้าสังเกตกลิ่นในอากาศ อ้อนวอนอย่าให้มันกลับมา เพราะกังวลว่าถ้ามันมารุกรานผมอีกครั้งในระหว่างที่อยู่กับแม่ ผมยังไม่รู้จักวิธีรับมือกับมัน และผมคงไม่กล้ามองหน้าแม่อีกแน่นอน

 

แต่แล้วสิ่งที่ผมกลัว กลับมีอยู่เช่นกันในตัวของแม่ ทำไมผมไม่เคยได้กลิ่นนี้จากเธอเลย หรือกลิ่นเมื่อบ่ายนั้นได้ปลุกเร้าประสาทการรับรู้ด้านนี้ให้ผมเสียแล้ว ตายล่ะ ผมจะคิดอย่างนั้นกับแม่ตัวเองได้อย่างไร ตอนเย็น ผมหลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดและร่วมโต๊ะอาหารกับแม่จึงหลบมาหลังบ้าน แล้วกลับไปกินเมื่อแม่เดินออกห้องครัวไปแล้ว ผมรู้สึกตัวว่าหิวจนตายลายเมื่อกัดคำข้าวแรก แต่การหลบหลีกก็เป็นไม่ได้ตลอดไป อย่างไรก็ตาม ผมยังนอนห้องแม่นี่นา ผมแกล้งทำเป็นง่วงนอนและขึ้นเตียงก่อน เมื่อแม่ตามเข้ามาผมก็เสทำเป็นบิดขี้เกียจ นอนคุดคู้และหันหลังให้ ผมไม่รู้ว่าแม่สังเกตเห็นมันหรือเปล่า แต่กลิ่นของแม่รบกวนผมตลอดคืน ผมต้องนอนในท่าคู้ตัว มือทั้งสองซุกหว่างขา จนผลอยหลับไปใกล้รุ่งสาง

 

เมื่อผมตื่นในตอนสายของวันรุ่งขึ้น สมาชิกทุกคนในบ้านต่างทำกิจกรรมของตัวเอง ผมมองหาไม่เจอแม่ จึงรีบทะยานออกจากบ้านไปยังฐานลับของผมทันที ใจหนึ่งก็เฝ้ารอให้กลิ่นนั้นปรากฎ อีกใจก็หวาดกลัว สับสน วุ่นวายอยู่คนเดียว จนเผลอหลับไปอีกครั้ง มาตื่นอีกทีก็ตอนที่รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ลืมตาและพบว่าน้ำเหนียวเนอะเปรอะไปทั้งขา ถอนหายใจ ในขณะที่ทำความสะอาดตัวเองนั้น ผมพยามนึกว่ามันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร กลิ่นนั้นเหมือน ...มดูนาลิซ่า... เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเย้ายวนและน่าหวาดหวั่น แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งหนึงสิ่งใดก็ตาม มันได้หยุดผมให้แน่นิ่งราวต้องมนต์สะกดและกักขังผมไว้ในความมืดดำนี้เสียแล้ว ผมอยากจะก้าวผ่านความรู้สึกอึมทึมและเรียนรู้สิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ เพื่อที่จะอยู่กับมันได้อย่างปกติ อย่างน้อยผมก็ไม่อยากรู้สึกอย่างนี้กับแม่ของตัวเอง มันน่าขยะแขยงเกินไป

 

วิ่งกลับบ้านเหมือนหลบหนีอะไรบางอย่าง ผมไม่รู้ว่าผมอยากจะกลับไปที่ฐานลับนั่นอีกหรือไม่ เมื่อเห็นหลังคาห้องครัว ผมก็สุดจะอั้น ผมตะเบงร้องสุดเสียง ในเวลานี้ เมื่อผมไม่มีพ่อ ผมก็ต้องอยู่กับแม่ให้ได้ แต่แม่ก็ไม่มาหาหรือผมจะสูญเสียไปหมดแล้ว สิ่งที่ผมไม่เคยมีอยู่จริงและสิ่งที่เคยมีอยู่ข้างกาย ร่างกายลอยวูบเหมือนถูกมือจากเบื้องบนฉุดให้ลอยคว้าง

ผมเหยียดแขนขาไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยว

สิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่ผมมีเหลือในชีวิต(1)

 

แม่............ว

 

พรรษาเป็นอะไร มาร้องหง่าวๆอยู่หน้าบ้าน ป่ะ ไปดูเจนนิเฟอร์ คิ้มกัน แหม... เดี๋ยวนี้เป็นหนุ่มแล้วสินะ โตเร็วจริงๆ

น้าโส่ยว่าพลางอุ้มพรรษาเดินเข้าครัวที่เปิดแผ่นฉายซ้ำวนอยู่อย่างนั้น

 

 

สมแมว พรรษา(ข่วน)

 

 

 



 

หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิศโดยไม่รู้จักกัน

ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน อย่างที่ชั้นไม่เคยต้องการ

แต่อยากให้เธอได้พบกับชั้น เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน

จูบเพื่อล่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไป

โดยไม่รู้จักเธอ

 

 

 

HEART STATION

posted on 27 Oct 2008 12:42 by dekchart04  in Shortstories

จากหัวใจสีม่วงของพี่ชโย กับ ตุลลี่
วันนี้มีฉบับเต็มตึง มาฝาก

**ที่เห็นมันยาวๆที่จริงมันไม่ยาวหรอกนะคะ เคาะเอนเทอร์เยอะๆ
จะได้ง่ายต่อการจับจ้องบนหน้าจอ**


-HEART STATION-

เชื่อมั้ยครับ
ว่าหัวใจของคนเราทุกคน
ที่ทุกคนต่างบอกกันว่า
เรามีมันเพียงดวงเดียว
ที่อยู่หน้าอกทางด้านซ้ายของเรา
จริงๆเเล้วพวกเรามีหัวใจอีกดวงหนึ่ง
หัวใจดวงที่คุณไม่อาจสัมผัส
*
*
ถ้าผมบอกเช่นนี้ทุกคนจะเชื่อมั้ย
ผมที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร
ตัวเองชื่ออะไร
ผมรู้เพียงว่าต้องทำหน้าที่บางอย่าง
อยู่ที่ตรงนี้
บนที่ๆคนที่นี่เรียกว่า สถานีหัวใจ
ทั้งๆที่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลยสักนิด

ผมรู้เพียงว่า มนุษย์ทุกคนมีหัวใจอยู่ที่หน้าอกด้านซ้าย
เเต่หัวใจนั้น มันเป็นเพียงเเค่ รูปธรรม เป็นของร่างกายเท่านั้น
เพราะมนุษย์เรายังมีหัวใจอยู่อีกดวงโดยที่พวกเขาไม่เคยรู้ตัวเลย
พวกเขามองไม่เห็น
เเละ สัมผัสมันทางกายภาพเเบบหัวใจที่อยู่ทางซ้ายของหน้าอกของพวกเขาไม่ได้
หัวใจอีกดวงที่ผมว่ามันมีรูปร่างเหมือน ลูกโป่งสวรรค์
เพียงเเต่ตัวลูกโป่งแทนที่จะรูปทรงกลมๆรีๆกลับกลายเป็นรูปหัวใจเเทน
มีสายบางๆสีขาวผูกมันติดไว้บนข้อมือด้านซ้าย
ผมขอเรียกมันว่า หัวใจของความรู้สึก
หัวใจดวงนี้มี จังหวะ/ความถี่ การเต้นของหัวใจเฉกเช่นเดียวกับหัวใจบนหน้าอก
เพียงเเต่ มันเป็นเอกลักษณ์
ไม่มีเสียงการเต้นของคนใดบนโลกที่จะเหมือนกันทั้งหมด

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้
ไม่เเปลกครับว่าทำไม
เพราะผมทำงานอยู่ที่สถานีหัวใจแห่งหนึ่ง
สถานีที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า คล้ายคลึงกับประภาคารที่ตั้งบนผิวน้ำ
เเต่ไม่มีมนุษย์คนไหนมองเห็น หรือสัมผัสถึงที่นี่
สถานีหัวใจเป็น ที่ๆส่งต่อหัวใจที่ผูกติดบนข้อมือด้านซ้ายนี่เเหละครับ
ที่สถานีหัวใจพวกเขารับหัวใจเหล่านี้มา เเต่ผมไม่รู้หรอกนะว่าเขารับมาจากไหน
สร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร
มันเป็นความลับสุดยอดของสถานี
ก่อนที่จะส่งลงไปให้กับคนที่กำเนิดขึ้นมาทุกคนบนโลกบนจุดที่เเต่ล่ะสถานีรับผิดชอบ
เเบบเมื่อทารกออกมาจากครรถ์มารดาปุ๊บ
หัวใจก็จะถูกปล่อยจากสถานีนี้ที่อยู่เหนืออากาศลงไปปั๊บ
ผูกไว้ที่ข้อมือด้านซ้าย พอๆกับที่หัวใจบนหน้าอกด้านซ้ายของทารกเต้น ตึ๊บๆ
เเละเสียงร้อง อุเเว้ อุเเว้ ดังขึ้น

ที่บนสถานีหัวใจมีที่ๆหนึ่งที่ผมชอบเข้าไปอยู่มาก
มันคือ
ห้องที่ใช้สำหรับส่งมอบหัวใจให้ทารก
มันเป็นห้องที่กว้างมาก
ผมชอบมาที่นี่ ไม่รู้เพราะอะไร
ห้องสีขาว ที่มีหลุมเล็กๆน้อยๆมากมาย ภายในหลุมนั้นเมื่อมองลงไป
จะเห็นเเสงสีม่วงเรืองรอง บนเพดานที่ตรงกับหลุมจะมีท่อที่ส่งต่อมาจากอีกห้อง
คอยปล่อยหัวใจออกมาเป็นระยะๆ ให้เเก่ทารกที่เกิดขึ้นมาบนโลก
เเต่ที่ผมชอบมาที่นี่ไม่ใช่เพราะผมจะมานั่งดูหลุมพวกนี้ หรือหัวใจที่จะส่งให้ทารกหรอกนะ
ผมชอบเดินมาอีกมุมหนึ่งของห้อง มุมที่มีทางเดินต่อไป
ทางค่อยๆเเคบไปเรื่อยๆเดินต่อไปจนพบพื้นที่วงกลม
ที่มีบันไดหินให้เดินขึ้นไปอีกระยะ ก่อนจะพบพื้นที่หนึ่งที่เหมือนชั้นลอย
ที่ชั้นลอยนั้นมีบานประตูที่เปิดเเง้มไว้ตลอดเวลา เเละเเน่นอน
ที่ๆตรงนี้มีเเสงสีม่วงเรืองรองส่องประกายไปมาอย่างสวยงามเสมอ
ผมชอบที่จะมานั่งคิดอะไรที่นี่ เเต่ก็มาได้ไม่ตลอดเวลา
เพราะที่นี่บางทีก็ปิดไว้เพื่อทำอะไรบางอย่าง
เเต่ผมก็ไม่รู้ว่าที่ประตูนี้ไว้ทำอะไร
ผมเคยถามท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจที่นี่
เเต่หลายครั้งที่ท่านพยายามกลบเกลื่อนเปลี่ยนเรื่อง
เเล้วบอกผมว่า "ไปทำงานได้เเล้ว เจ้าเด็กน้อย" เสมอ
*
*
งานของผมนั้นไม่ใช่งานที่ทำอยู่บนสถานีหัวใจบนฟ้าที่นี่หรอก
ผมทำงานอยู่บนโลกนั่นเเหละครับ
แต่งานที่ผมทำ...ถ้าผมบอกคุณ คุณอาจจะไม่เข้าใจ
เอาเป็นว่า ถ้าคุณเชื่อว่า คิวปิ๊ด มีอยู่จริง
คุณอาจนึกไม่ถึงว่า มีคนที่ทำงานเเบบผมอยู่ด้วย
หากคิวปิ๊ดมีหน้าที่ยิงศรรัก ให้คนบนโลกตกหลุมรัก เเละรักกัน
ผมคงทำงานตรงกันข้ามกับพวกเขา
ผมทำหน้าที่ช่วยเเยกให้พวกเขาออกจากกัน ให้ความรัก ความหลงนั้นเบาบางลง
เเต่อย่าพึ่งมองว่าผมเป็นตัวร้าย เหมือนนางอิจฉาในละครน้ำเน่านะครับ
ผมทำไปเพราะช่วยพวกเขา เเละมันเป็นเจตนารมณ์ของท่านผู้อำนวยการ

"ยามหัวใจของคนที่ตกหลุมรักใครมาก มากจนหลง
เอาตัวเอง เอาความรู้สึก ไปผูกติดไว้กับคนอีกคน ขึ้นตรงต่ออีกคนเสียทุกอย่าง
จนบางคนเสียหลักทำร้ายตัวเองไป นั่นเเหละคือสิ่งที่เราต้องช่วยพวกเขา"

นี่คือคำพูดของท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจ ที่จริงรูปร่างท่านนั้นไม่เหมือนผู้เฒ่าคนเเก่เลย
ดูเป็นผู้ชายอายุประมาณสามสิบต้นๆเท่านั้น เเต่ถ้าเผลอไปถามอายุท่าน
คุณอาจจะต้องตะลึงไปเลย
ท่านจะสวมชุดเสื้อ กางเกง รองเท้าทั้งชุดเป็นสีม่วงสดทั้งหมด

ส่วนงานของผมน่ะเหรอ
ปี๊ดๆ...เสียงอะไรบางอย่างดังมาจากอุปกรณ์คู่กายชิ้นแรกของผม
มันคือที่จับความถี่การเต้นของหัวใจของเป้าหมาย

ผมคงอยู่ใกล้เป้าหมายเเล้ว
ผมบินโฉบลงมาด้วยปีกสีดำ เข้าไปในสวนสาธารณะเเห่งหนึ่ง
เเต่งตัวด้วยชุดยูนิฟอร์มของการทำงาน
ชุดสีเทา เเขนกุด ตรงรอบๆคอเสื้อมีหินสีดำเล็กๆร้อยเรียงราย
รองเท้าเเตะสีเทารูปร่างเเปลกตา ที่มีที่หนีบตรงหัวเเม่เท้า
ผมพบเป้าหมายเเล้ว
เด็กผู้หญิงวัยรุ่นอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบเเปดปี เธออยู่กับคู่รักชายอายุวัยกลางคน
ที่ข้อมือซ้ายของเธอว่างเปล่า....
ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีหัวใจเเห่งความรู้สึก
เเต่มันถูกผูกติดไว้กับหัวใจอีกดวงบนข้อมือของชายวัยกลางคน
หัวใจของชายวัยกลางคนนั้นเป็นสีม่วงอ่อน ส่วนหัวใจของเธอนั้นเป็นสีม่วงเข้ม
ผมคงลืมบอกไปสินะเกี่ยวกับสีของหัวใจ
ปกติคนเราเวลาเกิดอุเเว้ๆออกมาทันทีสีหัวใจที่ผูกติดไว้จะเป็นสีเเดงอมชมพู
เเต่เมื่อคนเรามีความรักหัวใจก็จะค่อยๆกลายเป็นสีม่วง
สีม่วง สีที่มีทั้งความสดใส และความหม่นในตัวของมัน
มันคือ สีเเห่งความรัก

ถ้ามันยังคงม่วงอ่อนอยู่นั่นก็หมายถึง
เขามีความรัก ไม่ว่าเขาจะรักใครหรืออีกฝ่ายมากเเค่ไหน มากเท่าไร เเต่ยังสามารถควบคุมสติเอาไว้ได้
เเต่ถ้ามันม่วงเข้มขึ้นๆมากขึ้นเท่าไหร่นั้นเเปลว่า ความรักนั้นได้ก่อตัวมากขึ้นๆ
จนบางทีความรักนั้นมันได้ควบคุมจิตใจ ความรู้สึก เเละตัวเค้า ให้ไปขึ้นตรงต่อการกระทำ หรืออะไรของอีกฝ่าย
เเละเเน่นอน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งหัวใจที่ผูกไว้ที่มือซ้ายของคนๆนั้น จะล่องลอยไปผูกไว้กับข้อมือของคนที่เขารัก
เเต่พูดก็พูดเถอะตั้งเเต่ผมทำงานมาเป็นเวลาปีเศษ พบเจอผู้คนมากมายบนโลก
ผมยังไม่เคยเห็นผู้คนที่พอรู้เรื่องรู้ราว พูดคุยได้เเล้วมีหัวใจสีเเดงเลย
ผมพบเจอเเต่สีม่วง อ่อน เข้มตามสถานการณ์
ผมก็เคยสงสัย เเละพยายามคิดเหมือนกันนะ
ว่าทำไม

"พี่ค่ะ วันนี้หนูมีอะไรจะบอกพี่ค่ะ"

เสียงเด็กผู้หญิงกำลังเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างด้วยเสียงอันแผ่วเบา
ช่วงนี้ผมรีบจู่โจมบินเข้าไปที่ชายวัยกลางคน เเน่นอนไม่มีใครบนโลกมองเห็นผม
เช่นเดียวกับที่พวกเขามองไม่เห็นหัวใจบนข้อมือด้านซ้ายของตัวเอง
ผมใช้จังหวะนั้น หยิบอุปกรณ์คู่กายชิ้นที่สองของผมออกมา

"มีอะไรเหรอจ๊ะ น้องสาว พร้อมที่จะไปสวรรค์กับพี่หรือยัง"

กรรไกรสีขาวที่ตรงกลางตัวกรรไกรมีหัวใจสีม่วง
ผมง้าวมันขึ้นมา

"ฉับ"

ผมตัดลงไปที่สายเชือกสีขาวของหัวใจผู้หญิง ทีเดียวสายนั้นขาดสะบั้น
พร้อมกับนำหัวใจของเธอกลับมาผูกที่ข้อมือของเธอ

ระหว่างเวลานั้นเธอควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า พร้อมกับ
ปามันใส่หน้าผู้ชาย มันคือเเหวน

"เราจบกันค่ะ หนูไม่ใช่เด็กโง่ๆที่จะโดนพี่หลอกฟันนะ ลากันเเค่นี้ค่ะ
ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง!" เธอพูดกระเเทกคำหลังด้วยอารมณ์ประมาณสะใจ
พร้อมกับเดินจ้ำๆออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

"โอ๊ย ห่าอะไรว่ะ ผู้หญิงสมัยนี้หวงทำไมกับไอ้ร่างกาย มีก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ดิว่ะ
แม่งเงินกูก็มีตอบแทนให้

ชายวัยกลางคนพูดตะโกนตามหลัง เเต่ไม่มีการตอบโต้กลับใดๆของอีกฝ่าย

ก็นี่ล่ะครับงานของผม
*
*
ผมบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อที่จะกลับไปยังสถานีหัวใจ
ผมเดินเข้าไปห้องหน่วยงานในส่วนงานของผมอย่างเฉิดฉาย
ห้องหน่วยงานของผมมีคนอยู่เเค่ประมาณ 4-5 คน
ส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นๆเดียวกับผมทั้งนั้น
ซึ่งดูยังไงก็อายุประมาณ สิบเจ็ดถึงยี่สิบสามปี

อ่อผมลืมเล่าให้คุณฟังอีกอย่าง
งานที่ผมทำนั้นไม่ได้ทำไปเฉยๆเปล่าๆลอยๆหรอกนะครับ
งานของผมถ้าทำได้สำเร็จ มากเท่าไร ก็จะได้เเต้มเท่านั้น
เเละถ้ายิ่งได้เเต้มมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีสิทธิถูกรางวัลเเจ็กพ็อตมากเท่านั้น
รางวัลเเจ็คพ็อตคือ
การได้ไปพักร้อนบนดินเเดนที่วิเศษที่สุด
ที่ๆเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง เราจะทำอะไรกับชีวิตของเราก็ได้
ผมไม่ได้พูดเองนะ มันเป็นคำพูดของท่านผู้อำนวยการ
เเต่ผมก็สงสัยอะไรบางอย่าง
ทั้งๆที่ผมทำงานมาได้ปีกว่า ยอดสถิติของผมเยอะที่สุด
นำโด่งทุกคนในหน่วยงานของผม เพราะผมมุ่งมั่น เเละตั้งใจกับงานนี้มาก
เเต่ผมกลับไม่ได้เเจ็ตพ็อตไปพักร้อนเสียที
บางทีคนที่มีเเต้มน้อยกว่าผม ก็ถูกเเจ็ตพ็อตไปเเล้ว หลายต่อหลายครั้ง
จนบางทีผมอดที่จะสงสัยไม่ได้
ผมเคยถามท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจหลายครั้ง
เเต่ท่านได้เเต่ยิ้มให้ผม พร้อมกับเอานิ้วมาจิ้มที่หน้าผากผม
"คิดสิคิด เด็กน้อย"
บางทีผมก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า
ผมทำงานดีมากจนท่านเสียดายที่จะส่งผมไปพักร้อน
*
*
ผมเดินเข้าไปที่ห้องส่งหัวใจให้เเก่ทารกเหมือนทุกครั้ง
เดินมาตามทางเเคบของอีกด้าน
ก่อนที่จะเดินขึ้นบันได
เเต่ตรงหน้าผมมีคนๆหนึ่งอยู่ คนที่ผมคุ้นเคย
ท่านผู้อำนวยการนั่นเอง เเต่บนมือของท่านมีหัวใจสีดำอะไรบางอย่าง
เมื่อท่านเห็นผม ท่านพยายามที่จะเก็บซ่อนหัวใจนั้น
ผมเคยเห็นหัวใจสีนี้ พร้อมกับเคยถามท่านเเล้ว
เเต่เหมือนท่านตอบอย่างบางเบี่ยงว่า

เป็นหัวใจก่อนฟอกสีที่จะส่งลงไปบนโลก

ผมสวัสดีท่าน
"อ่าวมาอีกเเล้วเหรอนาย ชอบที่นี่จริงนะ"
"อยู่เเล้วมันสบายใจอะครับ สวยดีครับเเสงสีม่วงตรงประตูบานนี้"
"มาสิ มานั่งตรงนี้ เดี๋ยววันนี้ ฉันจะคุยเป็นเพื่อน"

ผมนั่งลงตรงขั้นบันไดกับท่านผู้อำนวยการนี่ไม่ใช่ครั้งเเรกที่เราคุยกัน
ผมชอบคุยกับท่านผู้อำนวยการ ถึงเรื่องหัวใจ
การผูกหัวใจไว้กับคนอื่นโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ผมไม่เข้าใจเลยว่า
ทำไมกันนะคนเรามีหัวใจ ทำไมถึงชอบเอามันไปผูกไว้ที่คนอื่น
หรือคนเราจะเปราะบางเกินกว่าที่จะอยู่คนเดียวบนโลกโดยที่ขาดความรัก
พร้อมกับที่ท่านผู้อำนวยการหัวเราะออกมา
ผมพูดคุยกับท่านได้ระยะหนึ่งก่อนที่ท่านจะลุกขึ้น
ก่อนจะเดินจากไปท่านได้พูดกับผมว่า

"พรุ่งนี้ก็ตั้งใจทำงานอีกนะนาย นายทำงานนี้ได้ดีที่สุดตั้งเเต่ฉันเคยพบมาเลยรู้มั้ย"

"อ่อเเล้วสุดท้ายอย่าลืมล่ะ คิด คิด นะเด็กน้อย" ท่านพูดก่อนที่จะเอานิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากตัวเอง

"เเน่นอนครับผม!" ผมตะโกนตามหลังท่านไป
ผมหันหน้ากลับไปมองที่ประตูบานนั้นอีกครั้ง
เเสงสีม่วงเป็นประกายช่างสวยงามเหลือเกิน
*
*
เช้านี้ผมออกตัวเช้ากว่าทุกวันนี่คงเป็นเวลาห้านาฬิกา
ผมออกตัวกางปีกสีดำบินลงมาจาก
สถานีเฉกเช่นทุกวัน
ผมบินไปยังเป้าหมาย
ปี๊ด ปี๊ด เสียงที่จับความถี่การเต้นของหัวใจเป้าหมายดังอีกครั้ง
ผมบินลงมายังบริเวณสวนของหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่ง
เป็นคู่ชายหญิงเช่นเคย ผมจัดการ ตัดฉับ ผูกปั๊บ ทีเดียวเสร็จเฉกเช่นทุกที
เเต่ก่อนที่จะไปนั้น

"ทำไมน่ะ เธอก็น่าจะรู้นะว่าเรารักเธอเเค่ไหนน่ะ" เสียงผู้ชายดังขึ้นในระยะใกล้ๆนี่

ผมเดินตามเสียงนั้นไปสักพัก
ความจริงมันเป็นกฎข้อห้ามข้อหนึ่งของการทำงาน คือห้ามยุ่งกับใครคนอื่น นอกจากเป้าหมาย..

ผมพบกับอีกคู่หนึ่ง หัวใจของชายผู้นี้ถูกผูกไว้ที่เดียวกับหัวใจของผู้หญิง บนข้อมือของเธอ

"ก็เราไม่รักนายเเล้ว เรามีคนอื่นอยู่ตั้งนานเเล้ว..."ผู้หญิงคนนั้นพูดพร้อมทำหน้าเบ้
แล้วทำไมเมื่ออาทิตย์ก่อนยังโทรหาเรา ยังบอกคิดถึงเราล่ะ เสียงผู้ชายถามกลับไป
นี่นายแกล้งโง่ หรือ โง่จริงๆ ไม่เคยรู้เลยเหรอว่า แต่ล่ะทีที่เราติดต่อนาย
ก็เพราะมีเรื่องให้นายช่วยทั้งนั้น
…..ไม่มีอะไรเราเคยติดต่อนายมั้ย

ผมมองที่หัวใจของผู้ชาย สีม่วงเข้มมากกว่าเป้าหมายที่ผมตัดตะกี้เพียงเล็กน้อย
ผมตรงบินเข้าไปที่ผู้หญิงก่อนที่จะง้าวกรรไกรเพื่อจะตัดสายหัวใจของเขา
ฉับ...มันตัดไม่ขาด....นี่เป็นครั้งเเรกที่ผมพยายามตัดสายของหัวใจเเต่ไม่สามารถตัดมันได้

"เธออยากรู้มั้ยว่า เรารักเธอเเค่ไหน"
ผมยังพยายามตัดสายหัวใจอีกหลายครั้ง
โดยที่ลืมสังเกตอะไรบางอย่าง...

"เเค่ไหนกันเชียว"

"ได้เราจะเเสดงให้เธอดู" เสียงของผู้ชายสั่น

วินาทีที่ผมได้ยินคำพูดนั้น
ผมหันไปมองหัวใจของต้นสายที่ผมต้องการจะตัด
เเต่น่าเเปลกที่หัวใจดวงนั้น
มันเป็นสีดำ

สีดำ

ก่อนที่ผมจะหันไป พร้อมพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ผมตะโกน ตะโกนออกไปเเม้จะรู้อยู่เเล้วว่าไม่มีใครได้ยินเสียงของผม

"อย่า....."

"ปัง..."เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น
พร้อมเสียงกรีดร้องดังลั่นของผู้หญิง

ร่างอันโชกเลือดของชายผู้นั้นล้มลง....กระบอกปืนสีดำในมือ
พร้อมกับที่หัวใจสีดำของเขาที่ถูกผูกไว้บนข้อมือซ้ายของหญิงสาว
บัดนี้ได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ
....มันลอยขึ้นโบกบินไปบนฟากฟ้า


ผมยืนดูสิ่งที่เกิดขึ้น
ผมไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย...
ขาผมเหมือนไร้เรี่ยวเเรง ผมทรุดเข่าลง

มองไปที่ข้อมือด้านซ้ายของตัวเอง
มันก็ช่างว่างเปล่า.....
*
*
ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่ขอบบันไดที่บานประตูเเง้มบานเดิม
แสงสีม่วงที่ดูสวยงาม บัดนี้ดูหมองหม่นอย่างบอกไม่ถูก
ผมนั่งกอดเข่าตัวเอง
พร้อมกับร้องไห้ออกมา ผมคิดในใจ การร้องไห้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
เหมือนผมจะลืมความรู้สึกเเบบนี้ไปเเล้ว
ก่อนที่จะมีมือของคนที่คุ้นเคย ตบเข้าที่ไหล่ของผม

"นายไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เขายิงตัวตายหรอก
มันไม่เกี่ยวกับนายเลยสักนิด...
ที่ฉันไม่ให้นายยุ่งกับสิ่งอื่นนอกจากเป้าหมายก็เพราะว่า

นายไม่สามารถช่วยพวกเขาได้หรอก ชีวิตของคนทุกคน
ล้วนเลือกด้วยตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งนั้น
ไม่มีใครจะบงการชีวิตพวกเขาได้ พวกเราไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินชีวิตของพวกเขา
หากเขาไม่คิดจะตัดใจ เอาหัวใจที่ผูกไว้กับอีกคนกลับมา
เเล้วผู้ใดกันที่จะช่วยเขาได้กัน ที่ฉันส่งเจ้าไปยังเป้าหมาย
เพราะคนเป้าหมายพวกนั้น
เริ่มมีการตัดสินใจเเน่วเเน่เเล้ว ว่าจะนำหัวใจของเขากลับคืนมา
นำมันมาผูกที่ตัวเอง
นายเเค่เป็นตัวกระตุ้น ดันให้ความกล้านั้นบังเกิดถึงขีดสุด
นายจึง ช่วย พวกเขาได้..."

ผมหันหน้ามาทางท่านผู้อำนวยการสถานีหัวใจ

"....ขอบคุณท่านผู้อำนวยการสำหรับการปลอบใจครับ
เเต่ที่ผมร้องไห้มันไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว..."
ท่านผู้อำนวยการนิ่งเงียบ

"ผมร้องไห้เพราะว่า ตลอดเวลาผมโง่
ผมได้เเต่พูดว่า พูดด่าผู้คนบนโลกว่า

ทำไมต้องหลงมัวเมาในรักจนขาดสติ
เอาหัวใจของตัวเองไปผูกไว้ที่คนอื่น
เอาชีวิต ความรู้สึกของตัวเองไปขึ้นตรงต่อคนอื่น
จนทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัวทำไม
ผมมัวเเต่ตั้งมั่นไล่ล่าให้ได้มาซึ่งเเต้มสูงสุด

เเต่ผมไม่เคยคิด
ไม่เคยมองลงมาดูที่ตัวเอง
ไม่เคยเลย
ทั้งๆที่บนข้อมือข้างซ้ายของผมมันว่างเปล่าตลอดมา
ตลอดเวลาตอนผมอยู่ที่นี่
ผมไม่เคยมีหัวใจ...."

ท่านผู้อำนวยการยิ้ม...ยิ้มออกมาอย่างสดใสอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ท่านลูบหัวผม เเละยื่นอะไรบางอย่างมาให้
มันคือที่จับความถี่การเต้นของหัวใจที่มีสายสร้อยคล้องคอ เเต่มันถูกสลักชื่อเอาไว้

"ชิน"

เเละโปสการ์ดจำนวนหนึ่งที่เขียนจากใครสักคน
ถึงชิน

ผมมองหน้าท่านผู้อำนวยการ

"นายดีกว่าชายผู้นั้นที่ตายต่อหน้านายเพียงใด
เพราะนายยังมีโอกาสอยู่...นายอยู่บนนี้ใช่นายจะไร้ความรู้สึก
นายเเค่จำอะไร รู้สึกอะไรเกี่ยวกับตัวเองตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้
นายคงรู้อยู่เเล้วสินะ ว่านายต้องทำอย่างไรต่อไป
มันคืองานชิ้นสุดท้ายของนายบนนี้"

ผมผยักหน้า พร้อมกับนำที่จับความถี่การเต้นของหัวใจ
สวมไว้ที่คอ
*
*
ผมบินออกจากสถานีหัวใจตอนพลบคล่ำ
ตรงไปยังที่ ที่หัวใจของผมถูกผูกอยู่
บินตรงไปทางใต้
ภูเก็ต...
ปี๊ด ปี๊ด...เสียงที่จับความถี่การเต้นของหัวใจ

บอกผมว่า พบหัวใจเป้าหมายเเล้ว
ผมเหลือบไปเห็นด้านหลังของผู้ชายคนหนึ่ง ตอนนี้เขายืนอยู่เพียงลำพัง
ก่อนที่ผมจะล้มลงมาจากที่ไม่สูงนัก
ไม่ใช่อะไรหรอก อยู่ๆปีกสีดำของผมก็หายไป...
ผมเหลือบไปเห็น หัวใจประมาณสี่ถึงห้าดวงที่อยู่บนข้อมือด้านซ้ายของเขา
ในนั้นมีหัวใจสีม่วงอ่อนอยู่หนึ่งดวง กับหัวใจสีม่วงเข้มมากอยู่สองดวง
เเละหัวใจอีกดวงหนึ่งสีดำ...ที่ถูกผูกไว้รวมกับหัวใจดวงอื่นๆ
ก่อนที่ผมจะทำอะไร ชายคนนั้นก็หันมาทางผม

ชายวันกลางคนที่ผมคุ้นหน้า

"ชิน...."

วินาทีที่เขาเรียกชื่อ
พร้อมกับสายตาของผมปะทะเข้าที่หัวใจของตัวเอง
ภาพต่างๆ ความทรงจำ ความรู้สึกเกี่ยวกับเขา
เกี่ยวกับความรักของผมก็พุ่งเข้ามา

มันมากมายเหลือเกิน

รัก
โปสการ์ด
ไออุ่นจากอ้อมกอด
เซ็กส์

เเละ
ยานอนหลับ....

"ชินมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงอะ เเล้วทำไมเเต่งตัวประหลาดๆเเบบนั้น"
"ผมหายเเล้วครับ" ผมตอบพี่เขากลับ

"ชินตื่นเเล้วเหรอ ออกจากโรงพยาบาลเเล้วสินะ ขอโทษนะที่พี่ไม่ได้ตามข่าวชินเลย
เเต่ไม่ได้หมายความว่าพี่ไม่ได้รักชินเเล้วนะ"

"ไม่เป็นไรครับพี่ วันนี้ที่ผมมา...."
ผมพยายามจะพูด เเต่น้ำตาของผมมันไหลออกมาเอง

"หือ"

ผมวิ่งเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว
ผมจับมือเขา
นำโปสการ์ดในมือที่เขาเขียนให้ผม ส่งคืนให้เเก่มือของเขา

"ผมมาที่นี่เพื่อนำหัวใจของผมคืน ขอโทษนะพี่ผมคงเอาหัวใจของผมผูกไว้ที่พี่ไม่ได้อีกเเล้ว
ผมเหนื่อยเหลือเกิน ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาผมรักพี่มาก รักพี่ตลอด รักพี่เพียงคนเดียว
รักมากซะจนทุ่มทั้งตัว เเละหัวใจให้ไปทั้งหมด จนผมทำร้ายตัวเอง
ผมลืมที่จะรักตัวเอง เเต่วันนี้ผมขอ....
ผมขอหัวใจของผมคืน"

วินาทีที่ผมพูดผมรีบเอามือของตัวเอง
ของผมเอง

คว้าหัวใจสีดำที่ถูกผูกไว้ที่ข้อมือซ้ายของเขา
น่าเเปลกที่มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องใช้กรรไกรอะไรตัดเลย

"พี่ไม่เข้าใจ..."เขาพูดพร้อมทำหน้างง พร้อมกับเอามือพลิกไปที่โปสการ์ดที่ผมยื่นให้

ผมยิ้มก่อนที่จะเดินถอยห่างจากเขา

"ขอบคุณพี่มากนะ ตลอดเวลาพี่เป็นเเรงบันดาลใจที่สำคัญสำหรับผมเสมอมา
ผมไม่เคยโกรธในสิ่งที่พี่ทำให้ผมเจ็บเลย ขอบคุณพี่มากสำหรับทุกอย่าง
ถ้าไม่มีพี่ก็ไม่มีผมในวันนี้ ไม่มีชินในตอนนี้"

ผมออกวิ่งไปพร้อมกับมือที่ถือหัวใจสีดำของผม
เหมือนที่ผมเคยถือลูกโป่งสวรรค์ตอนที่ไปเที่ยวงานวัดตอนเด็กๆ

"เดี๋ยวก่อนชิน พี่ไม่เข้าใจ..."เสียงของเขาดังตามหลังผม
เเต่ผมไม่ได้หันหลังกลับไป...
ปีกสีดำของผมกลับมา
ผมวิ่งเพื่อที่จะออกบินไปยังจุดหมาย เเต่วินาทีที่จะออกบินนั้น
มีเเสงสีม่วงบางอย่างฉายเเสงเเสบตามาที่ผม
พร้อมกับตัวผมวูบหายไป เหมือนลมที่พัดผ่าน...
*
*
รู้สึกตัวอีกที
ผมยืนอยู่ที่หน้าประตูบานที่เเง้มส่องเเสงสีม่วงอีกตามเคย
เเต่ผมไม่ได้อยู่คนเดียว ข้างๆผมมีท่านผู้อำนวยการ
ท่านผู้อำนวยการบรรจงเอาสายหัวใจของผมค่อยๆมัดมันไว้ที่ข้อมือด้านซ้ายของผม

บัดนี้หัวใจของผม
เป็นสีม่วงอ่อน

...เเต่ผมคงไม่สงสัยอีกเเล้ว
ว่าทำไมมันถึงเป็นสีนี้...

ผมรู้พร้อมๆกับที่รู้ว่ารางวัลเเจ็คพ็อตที่เเท้จริงมันคืออะไร มันต้องได้มาอย่างไร
เเละดินเเดนอะไรที่ผมจะได้ไป

"นายไปเเล้ว ฉันคงเหงาเเย่ ไม่มีเด็กคนไหนกล้าพอจะมาคุยถกเถียงกับฉันสักคน"
"ผมก็คงคิดถึงท่านผู้อำนวยการเหมือนกันครับ"
"งั้นก็มาเยี่ยมฉันมั่งสิ นายรู้เเล้วนิว่าจะมาหาฉันได้อย่างไร"
"หา...ไม่เอาอีกเเล้วครับท่าน" ผมพูดพร้อมกับที่ท่านยิ้มหัวเราะ

"ต่อไปนี้ หากนายมีหัวใจอีกครั้งก็ขอให้นายผูกมันไว้ที่ตัวเอง"

ผมยิ้มให้ท่านผู้อำนายการเป็นการรู้กัน
"เอาล่ะ ไปได้เเล้ว....ฉันไม่อยากเสียน้ำตาให้เเก่เด็กน้อย"
"เขยิบหน่อยครับท่านผู้อำนวยการ"

ผมค่อยๆเดินลงไปที่บันได
ทีล่ะขั้น ทีล่ะขั้น
พร้อมกับนึกถึง
ความทรงจำมากมายบนสถานีหัวใจนี้
ผมจะเก็บรักษามันไว้อย่างไม่ลืมเลือน
จนผมก้าวถึงบันไดขั้นสุดท้าย
พร้อมกับผมหันกลับไป
ผมออกวิ่ง
วิ่งเหมือนกำลังไล่จับอะไรบางอย่างท่ามกลางแสงสว่าง
ตรงไป
ตรงไป

ที่ประตู
ประตูที่บัดนี้เปิดกว้างเเสงสีม่วงส่องประกายเข้ามามากกว่าที่ผมเห็นทุกครั้ง
ผมวิ่งสุดกำลัง
เเละกระโดดออกไปนอกประตู
ยืดตัวสุดเหวี่ยง ขยับตัวไปมาสุดชีวิต ท่ามกลางเเสงสีม่วงส่องประกายเหมือนผ้าเเพร
ที่บัดนี้โอบตัวผมอยู่รอบข้าง
พร้อมตะโกนออกไปสุดเสียง

มีหัวใจก็ผูกไว้กับตัวเองสิว่ะ



*
*
ตี๊ด ตี๊ด......ตี๊ด
เสียงอะไรบางอย่างที่ผมคุ้นเคย
ผมค่อยๆลืมตาขึ้น ผมถูกปลุกขึ้นมา
ด้วยเครื่องจับสัญญาณชีพจรการเต้นของหัวใจ
นี่ผมเป็นเจ้าชายนิทรามาเป็นเวลานานเท่าไรเเล้วนะ
ผมไม่มีเเรงมากพอเท่าไรกับการตื่นขึ้นมาครั้งเเรก
ผมได้เเต่ลืมตา กรอกตาไปมา
ผมกรอกลงมาที่ข้อมือด้านซ้ายของผม
ที่บัดนี้ผมมองไม่เห็นหัวใจอีกดวง

หัวใจเเห่งความรู้สึกของผมที่ถูกผูกไว้บนข้อมือด้านซ้ายนี้

เเต่ผมกลับเห็นอะไรบางอย่างเเทน
บนมือข้างซ้ายของผม มีมือของคนอีกคนที่กำมือของผมไว้เเน่น
มือของผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ผมคุ้นเคยมาทั้งชีวิต...

edit @ 27 Oct 2008 12:45:43 by เราเป็นเด็กของชาติ

edit @ 27 Oct 2008 15:25:28 by เราเป็นเด็กของชาติ