จันทร์บังตา
posted on 21 May 2009 15:17 by dekchart04 in Shortstoriesจันทร์บังตา
บ่ายแก่เต็มที่แล้ว ซอกตึกสีเทากำลังสาละวนอยู่กับการผลักไสไอร้อนของแสงแดดออกจากผนังอย่างไม่ลืมหูลืมตา หลังมือสองฟากตึกนับร้อยนับพันหยุ่บหยั่บเต้นไหวในเปลวระอุนั่น รตีขยุ้มส่าหรีกระชับวงหน้าตลอดจนสุดตลาด เธอจับรถไฟมาเพื่อหลีกเลี่ยงการสืบค้นจากหน่วยงานต้นสังกัด แม้ต้องสูญเวลาอันมีค่าไปอักโข แต่ก็คุ้มค่าความปลอดภัย
เสียงจ้อกแจ้กจอแจยังหล่นประปรายอยู่ตามร่องคูน้ำของตลาดใกล้วาย เงาร่มกันแดดสารพัดสีขมุกขมัวเอื้อมแขนยืดยาดเหยียดยาวไปตามไหล่ถนนฉุดสายตาคนเมืองติดขึ้นไปกับสีฉูดฉาดที่หุ้มห่มบนตัวรตี ก่อนฝุ่นลมจะพัดเศษทรายเข้าเปื้อนกลบตาแล้วผู้คนก็หันกลับมาสนใจกิจการงานตรงหน้าตามเดิม เสียงเร่งไขลานเฟืองนาฬิกาชุมชนหมุนเร็วกว่าปกติ
ในบ่ายวันนี้รตีกรีดขอบตาคมโค้งกว่าความเป็นตัวเอง ลงปากสดแดงเกินมันรับไหว วาดวงหน้าให้ดุร้ายบดบังตัวจริงอ่อนหวาน ในโมงยามนี้คิ้วโก่งเธอขมวดกิ่วนิ่วหน้าเขม็งเครียด เธอพรางตัวหลบเร้นเพื่อช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเข้าใกล้ตึกหลังที่สามถัดจากท้ายซอยก่อนสุดถนนหิน เธอหันซ้ายแลขวาก่อนเคาะประตูสามครั้งเป็นจังหวะเท่ากัน
“ขอสันติภาพมาสู่เจ้า” เสียงสุขุมเปล่งรับขึ้นดังจากอีกฟากขอบประตู
“ขอแสดงความนับถือ” รตีน้อมศีรษะลงแล้วเอ่ยตอบ
“จงนำความซื่อสัตย์ของเจ้าเข้ามา แล้วนั่งลงเถิด” ประตูเปิดอ้าขึ้น รตียกชายผ้าก้าวข้ามธรณีประตูพร้อมกล่าว
“ด้วยความโสมนัสที่แกว่งไกวตัวอยู่รอบเคหสถานแห่งนี้ ข้าขอมอบ...” เพียงบานประตูปะทะกรอบ มิทันสิ้นสุดเสียงลงกลอนและพิธีรีตองของรตี แขนกำยำคล้ำขนหยาบโอบรัดรั้งร่างหญิงสาวในชุดพริ้วบางเข้าสู่อ้อมกอด กายสัมผัสกายสูบฉีดอุณหภูมิเลือดร้อนแรง กรุ่นกำยานเปียกในห้องอับทึมอัดแน่นไปด้วยรอยยิ้มสุขสมของคนจรผู้โหยหิวพบพานแป้งนานพร้อมชานมรออยู่บนเตาไฟ ริมฝีปากครึ้มหนวดเคราหนารุกเร้าเข้าปล้นสะดม รตีเปิดทั้งกองคาราวานต้อนรับอย่างเต็มใจ กลีบดอกไม้ประดับผมไว้ร่วงกองเกลื่อนพื้น
ภินวรรณกณฺฑา หนุ่มมุสลิมหน้าคม ช่างฝีมือผู้ต้อยต่ำ ผู้ที่ไม่สมควรแม้แต่ทอดเงาให้รตีเหยียบเดิน เขากำลังต่อยแง่งหินอัปลักษณ์ให้เป็นประติมากรรมเทวีประจำถิ่นเมื่อเช้าวันนั้นที่เธอเดินผ่าน บ่ายเดียวกัน นายวงมโหรีแห่งกามกรีฑาจึงเร่งปัดกวาดฝุ่นลานเวที เครื่องดนตรีถูกยกขันเอ็นตั้งเสียงเทียบขึ้นจากบาปและเคราะห์กรรม เคล้าคลอด้วยเสียงกรีดก้องร้องสาปแช่งแห่งนางกาลี พร่ำบ่นงึมงำไปในดนตรีแห่งความเมามัว ทั้งสองเริงร่ายในวังวนโคลนตมกาเม
ด้วยความต่างของวรรณะและศาสนาทำให้เขาและเธอลักลอบพบกันได้เฉพาะวันอุปราคา วันที่นายงานผู้โหยกระหายเงินตรายิ่งกว่าช้างกุดงาติดบ่วงเชรายอมงดเว้นการแกะสลักศิลาใต้เงามัวแห่งแสงอาทิตย์ โบราณว่าเดือนดับยังไม่อัปมังคลเท่าตะวันหมอง มิมีผู้ใดยอมพ้นร่างออกจากชายคาในช่วงเวลาอุปราคาพาดผ่าน ไม้กวาดก้านยาวยังถูกเก็บเข้าหลบเงา แม้ตุ่นตัวที่โง่เขลาที่สุดยังขุดหลุมหลบภัย
ดังนั้นหากอวหารสังวาสแห่งเขาและรตีล่วงเข้าหูนายงาน ต่อให้ลงทัณฑ์ด้วยกี่สิบแสงคราสก็ยังไม่สาสมใจ หินสลักทุกก้อนที่เขาสัมผัสคงป่นปี้สลายปนไปกับผงฝุ่นเหือดแห้งแห่งแม่น้ำเนรัญชราภายในชั่วระยะเวลาแมลงหวี่กระพือปีก แค่ต้องสลักรูปเคารพนางเทวียังหยามเกียรติเขาได้มิหนำใจ
กระตุกเดียวส่าหรีบางก็หลุดกอง สวนทางขาขาวไต่เกาะขึ้นเปลือยรอบเอวกณฺฑา กำไลเท้ากระดิกตัวกรุ่งกริ่ง บนร่องหลัง คราบไคลเขาย้อยอาบชุ่มผ่องผิวนางดั่งฝนกระหน่ำกลิ้งบนกลีบดอกปาริชาตในบ่ายมรสุม เปียกชื้นชุ่มโชกด้วยเพลิงร้อนราคะ กณฺฑาเอนหลังบนฟูกฟางปูผ้าขาวหยาบบางเบาหวิว หว่างขารตีใสดั่งแก้วเหง่งหง่างกังวานบนหน้าท้อง เสียงครางลอดกระทบไรฟัน ร่อแร่รำไรพอกับลำแสงแห่งอุตสาหะของการบีบรัดตัวลอดมุดร่องแตกข้างบานหน้าต่างเข้าสังเกตการณ์
รตีสะบัดมอบอิสระแก่เส้นผมแอ่นโอนไปด้านหลังเหลียวสายตาติดตามเส้นแสงจนหรุบหายไป ข้างนอกนั่น, จันทราริกาผู้กล้าค่อยๆเคลื่อนคล้อยวงโคจรเข้ายึดครองดาวไฟเจิดจ้า พลิกตัวตลบกรอมจากทิศอิสาน เยือกเย็นเผ่นแทรกแสงโชนซ่าน สงครามกามานลสัปยุทธ ณ ห้วงเวลาใบไม้หยุดลมหายใจอุทิศความตายร่ายมนต์ดำบวงสรวงปูชา ดึงปุ่มปมมุทระจากฝักแลรากใส่พานเป็นเครื่องพลีบัตรสังเวยพระนางประธานพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ทั่วทั้งโลกหุบปากสงัดเงียบสดับฟังบทกวีคีตากาเมแห่งผู้ครองฟ้า
ศีตนารีจผู้มีแสงเย็นยกตนขบรอบรัศมีโคโรนา วกรรตตนะแผ่กายราบแล้สยมยอมบนแผ่นพื้นผิวอวกาศ นางจันทราริกาสืบส่ายกิริยาเบียดร่างเคล้าคลึงอารมณ์หมายสุขสมเสพสู่ สอดแทรกคลื่นแสงสำเริงสวาส เสพสังวาสบริสุทธิ์ไร้ซึ่งสัมผัสสอดใส่ เร้ารึงถึงจุดคั่งแล้วเผยิดเปิดรังสีนวลที่นุ่งห่มเปลือยกายขรุขระอันเต็มไปด้วยหลุมบ่อเวิ้งว้างตระการตายึดครอง หมุนควงวงโคจรสั่นพ้องในระนาบรัศมีเป็นแหวนแก้วเคลือบคราบเมือกสุญญากาศ แรงโน้มถ่วงอเสถียรต่อสู้ในชั้นสนามแม่เหล็กทั้งผลักดันและดูดดึง แต่หัวเพชรเม็ดงามยังเปล่งแสงอร้าแอร่มกล้าแกร่งยั่วล้อ นางกระต่ายฟ้าฤาจะรั้งรอกระโจนพลุ่มพล่าม ตระกรุมตระกรามครอบกลืนวาบแสงเสียวซ่านหมดจดเสร็จสิ้นในคราเดียว ดวงอาทิตย์ผู้ถูกบีบคั้นด้วยแสงจันทร์ดับดิ้นสิ้นกำลังจะต้านต่อ นางจันทราเค้นขมึงปะทุจุดหลั่งถั่งถ้น โชติมาตรปรากฏทะลุค่าเพดานวัดแตกกระจายทั่วทั้งดาราจักรซีกฟ้าเหนือ
กลียุคบนสรวงสวรรค์กินเวลาเนิ่นนานดุจดั่งชั่วนิรันดร์ สิ้นแสง สิ้นหวัง แต่ยังโลกเรายังคงปรากฏผู้กล้า นายคนตีกลองตัมลาระรัวไม้และแขนขา ส่งเสียงไล่ล่านางจันทร์กาลีออกจากเส้นวงรัศมี ปลดเปลื้องพระสุริยาผู้เพลี่ยงพล้ำ ปลดปล่อยแสงสว่างกลับคืนพื้นโลก
แม้เป็นอิสระ, ใช่ว่าดวงพระอาทิตย์ผู้ยิ่งยงจะกลับมากล้าแข็งได้ทันที แสงริบหรี่อับอายฉายฉานขึ้นบอกลาขอบฟ้าเป็นสัญญาณยามอัสดง แต่ตะวันก็คือตะวัน แม้ใกล้สิ้น ยังอุตส่าห์ปล่อยแสงลำสุดท้ายย่องกลับมาสำรวจห้องลับได้อีกหน กลิ่นเอียนหวานของเสื้อผ้าก่ายกอง กลิ่นแหลมฉุนของร่างกายก่ายเกย ฝุ่นควันคะคาวคลุ้งของกำยานอ้อยอิ่งในแสงสลัว รตีลุกขึ้นแต่งองค์ในความมืดมัว
ยืนบนธรณีประตูก่อนก้าวหลุดจากกรอบ นางรตีถามหาคำรัก ปากกณฺฑาเคล้าเคลียอยู่บนความพริ้วของเส้นผมหลังคอไม่ตอบเสียงใดนอกจากคราวหน้าคือเมื่อไหร่ นางรตีลอบมองฟ้าแล้วถอนใจ ตะวันดับคราใหม่คงได้เจอ
แล้วเงากำไลเท้าของรตีก็ลากเสียงกรุ่งกริ่งเหยียดยาวกลืนหายไปในแสงมืดอันยาวนานรกร้างผู้คน ใต้แสงจันทร์ราตรีที่ริบหรี่ทอดนำทาง