เจ็บท้องจวนจะคลอด

posted on 22 Nov 2009 12:01 by dekchart04  in Lit-News

 

 

 

 

 

 

ตามธรรมเนียมก่อนออกลูก murmur จะต้องมีภาพปกมายั่วคนอ่านก่อน

ครั้งนี้มีนักเขียนตอบรับส่งงานมาเร็วกว่ากำหนดหลายคน และเป็นที่น่าชื่นใจแก่คนทำมาก

 

- ตวงพร ปฏิปทาพานิชย์ กับงานเล่าเรื่องผจญภัยที่จะทำให้จินตาการของคนแก่ๆ

อย่างเราๆได้กลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งจิตสำนึกในทางรักษ์ธรรมชาติและท้องทะเล

ในชื่อ--หยดน้ำเปล่ากับวาฬสีน้ำเงิน

 

- วริวิช ทรัพย์ทวีแสงหนึ่งในบรรณาธิการนิตยสาร 'หมดปัญญา (mode panya)' คราวนี้มาร่วมเขียน

ความเรียงในลักษณะครุ่นคิดและตั้งคำถามต่อการเดินทางได้ อย่างน่ารับฟััง

ในชื่อเรื่อง--ทางอันแสนยาวไกลกับดินแดนแห่งนั้น

 

- ยศชาติ บุพการี (ยอดฉัตร บุพศิริ) กวีและนักวาดภาพประกอบ

ผู้มีถ้อยคำและสีสันอันชวนให้มองโลกใบเดิมด้วยสายตาใหม่คราวนี้มาด้วยบทกวีอันก้าวล้ำสองบทด้วยกัน

ก่อนจะเดินทางไปประเทศจีนในชื่อ--ฉันจะเดินทางคืนนี้ ยังส่งเสื้อผ้าซักทันไหม

จากคู่มือเดินทางโดยไทย-จีน โดย เสี่ยว อานต้า

และบทหลังจากกลับมาในชื่อ-- เราจะถึงที่หมายเมื่อไหร่ จากคู่มือเดินทางโดยไทย-จีน

โดย เสี่ยว อานต้า

 

- เอกรินทร์ อารีกุล ไม่ต้องบอกว่าเขาคนนี้คือใคร? และเขียนไปทำไม? (ฮา)เขายังเขียนในสไตล์ที่เขาถนัด

และเป็นรูปแบบที่เขาเห็นว่าเหมาะสมแล้วในการถ่ายทอดพลังที่อัดแน่นอยู่ภายในความรู้สึกของเขา

ด้วยชื่อเรื่องที่ชวนอ่าน--นามธรรมตาย!

 

- ดวงตา สุวรรณี  นามปากกาของทายาทน้ำหมึกนักเขียนไทยผู้ล่วงลับไปแล้ว

มาในงานเขียนสไตล์ที่เรียกว่า semi-fiction article ด้วยภาษาและมุมมองของนักเขียนไทยที่มองดูอเมริกา 

ในชื่อ-- จากกรุงเทพฯ ถึง ลอสแอนเจลิส จากความคิดถึงผู้คน

 

- เดช คงประสบบอกว่า ใจเย็นๆ รอก่อนๆ กำลังจะย้ายบ้าน ขอเวลาหน่อยๆ 

- วนัสนันท์ แจ้งสว่าง เธอก็ยืนยันว่าบทสัมภาษณ์นักเดินทางที่จะเดินทางมาถึงเรา(อีกที)ไม่เกินสิ้นเดือน

- ชโย คุณาไท ประกาศกร้าวว่าฉบับนี้เขียนแน่ แต่ขอให้ชะลอรถหน่อย กำลังวิ่งตามมาให้ทัน ชัวร์!

 

- มาเพิ่มเติมกับ ศรัทธา แสงทอน  หรือ ปอนด์  นักวาดการ์ตูนหนุ่มมหา'ลัย ที่มีลายเส้นและเรื่องราวน่าสนใจ

แถมยังทำอะไรได้อีกหลายอย่างทั้งแต่งเพลง ทำกราฟฟิก กำกับมิวสิกวิดิโอ (และเป็นพระเอก MV) ทำแอนิเมชั่น ฯลฯ

รู้จักและพูดคุยกันมาสักพัก แต่ไม่เคยชวนมาร่วมงานกันสักที มาครั้งนี้เขารับปากหนักแน่นว่า

'ยินดีครับ นิตยสารน่าสนใจมากมายครับ จัดหน้าก็สวย เดี๋ยววาดไปให้ใหม่เลย'

นับเป็นเรื่องน่ายินดี กับนิตยสารเราเช่นกัน

ลองไปติดตามผลงานเขาก่อนก็ได้ที่  http://storyonthewall.exteen.com/page-2

 

ขอขอบใจและขอบคุณอีกครั้งในการทำงาน

หวังว่า murmur จะเป็นพื้นที่พบปะทางการเขียนกันต่อไป โดยไม่จำกัดกลุ่มคนหรือค่ายนักเขียนไหนๆทั้งสิ้น

ขอเพียงรักในการเขียนก็พอจ้า

บ๊ายบาย 

 

 

ถ้าอยากอ่านฉบับเก่าๆก่อนหน้านี้ คลิกตามลิงก์นี้เลย

http://issuu.com/dekchart4/docs/murmur_writer

http://issuu.com/dekchart4/docs/murmur_movie

 

 

จาก ชาติ (นี้) ถึง เพื่อน

posted on 16 Nov 2009 21:56 by dekchart04  in letters

 

13-21 ตุลาคม 2552, UNIVERSITY DE PROVENCE, เมือง EIX- EN-PROVENCE, ฝรั่งเศส

 

ถึงเพื่อนๆ เมื่อวันที่ ๑๓-๒๑ ตุลาฯไปฝรั่งเศสมา(เมือง EIX- EN-PROVENCE)

เขาเชิญไปคล้ายกับว่าสัมนาพูดคุยกับนักเขียนอะไรทำนองนั้น มีมาจากหลายประเทศ(ในเอเซีย)

จีน,เวียตนาม,เกาหลี,ญี่ปุ่น,ไต้หวัน,ไทย นักเขียนที่ไปทุกคนล้วนมีงานแปลที่ตีพิมพ์ในภาษาฝรั่งเศสทั้งนั้น

มีเจ้าภาพร่วมกัน ที่เห็นก็คือ มหาวิทยาลัย,แล้วหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในเมืองนี้

และ สำนักพิมพ์ในฝรั่งเศส(มีหนังสือของทางสำนักพิมพ์มาขายด้วย) นักเขียนทั้งหมดมี ๙ คน

จีนหนึ่งคน,เวียดนามสองคน,เกาหลีสองคน,ญี่ปุ่นสองคน,ไต้หวันหนึ่งคน,คนไทยครึ่งคน

แต่งานนี้ก็ไม่ได้มีเฉพาะหนังสืออย่างเดียว เขามีแสดงภาพถ่าย และฉายภาพยนตร์ด้วย

ของไทยมีงานของมานิตย์ชุด "มิสเตอร์พิงค์แมน" แสดงร่วมกับช่างภาพเวียดนาม

ส่วนภาพยนตร์มีของเจ้ย เรื่อง "สัตว์ประหลาด"ร่วมฉายกับภาพยนตร์จากประเทศอื่นๆด้วย

แต่ทั้งสองคน(ไทย)ไม่ได้มาร่วมงานด้วย ผมจึงเมาได้สะดวกเพราะไม่มีใครเห็น (แล้วกลับมาฟ้องได้)

ดูโดยรวมของงานแล้วก็คงเน้นเรื่องวรรณกรรมเป็นแกนหลัก มีการอภิปรายในหัวข้อเกี่ยวกับการเขียนการอ่าน ตลอดงาน ผมโดนไปสามรายการ (ไม่รวมวันเปิดงาน) และไม่รวมที่จะต้องไปนั่งเซ็นหนังสืออีกสองวัน(วันละชั่วโมง) เพื่อช่วยเขาขายหนังสือของเรา เขาคงคิดว่าต้องใช้มันให้คุ้มค่าข้าวค่าเครื่องบินเขา เพราะแต่ละคนก็โดนกันไม่ต่ำกว่าสองรายการ แต่ดูจาการจัดงานแล้วคิดว่าเขาคงใช้ค่าใช้จ่ายไม่น้อย

นักเขียนที่ร่วมอภิปรายจะมีล่ามส่วนตัวทุกคน นักเขียนแต่ละคนจะพูดภาษาของตัวเอง ระหว่างนั้นล่ามก็จะแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสให้ผู้ฟังที่อยู่ในห้องฟัง และล่ามของเรา(ที่นั่งอยู่ในเงามืด)ก็จะแปลกลับมาเป็นภาษาไทยใส่หูฟังของเรา เราก็จะรู้ว่าไอ้นักเขียนเวียดนามที่นั่งข้างเราคนนี้ มันพูดว่าอะไร โง่หรือฉลาด คืนนี้จะชวนมันกินเหล้าดีไหม อย่างนี้เป็นต้น เพราะเราฟังความคิดเขาได้ เราอ่านความคิดเขาออก

พูดถึงคนฟังก็สนใจกันดี ประมาณสองสามร้อยคน ซึ่งถือว่าไม่มากถ้าเทียบกับการ แข่งขันฟุตบอลอังกฤษ แต่ก็อย่างว่า เรื่องวรรณกรรมที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน คือคนสนใจน้อยอยู่แล้ว แต่ดูจากคำถาม ดูจากการตั้งใจฟังของเขา ก็ทำให้รู้ได้ว่าถึงจะน้อยแต่ก็มีคุณภาพ เป็นประเภทนักอ่านตัวจริง

ส่วนคลิปที่แนบมานี้ เพื่อนคงรู้แล้วว่าไม่ใช่คลิปอย่างนั้น ที่มาของมันมีอยู่ว่า วันไปถึงวันแรก(ก่อนเปิดงานหนึ่งวัน) ตอนเย็นเขาก็มีเลี้ยงไวน์เลี้ยงข้าวกัน ในระหว่างนั้นเขาก็ให้การบ้านมาว่า พรุ่งนี้ตอนเปิดงาน นักเขียนทุกคนจะต้องตอบคำถามว่า "คาดหวังอะไรที่จะได้กลับไปจากงานนี้"โดยมีเวลาห้านาทีให้ตอบคำถาม (รวมทั้งแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วย) โดยสรุปก็คือ เรามีเวลาพูดแค่สามนาที ที่นี้ เพื่อนก็คงรู้ว่า ผมเป็นคน คิดช้า ทำอะไรช้า พูดช้า ก็มาคิดว่า ถ้าจะให้พูดก็คงเริ่มต้นว่า..ผมคิดว่า..สิ่งที่จะพูด...ต่อไปนี้..ไม่น่าจะถูกต้อง..เสียทีเดียว..แต่เมื่อคิดใหม่อีกที..ก็น่าจะพูดได้ว่า..หมดเวลาแล้วครับ"

คืนนั้นก็เลยไม่ได้คิดเรื่องนี้ นั่งกินไวน์ดีกว่า-เพลินกว่าเยอะ วันรุ่งขึ้นตอนกินข้าวกลางวัน ผมเลยคิดว่า..เขียนไปอ่านดีกว่า (เพราะเวลามันน้อยเหลือเกิน) ตกเย็นก็เอาที่เขียน(ลายมือไปอ่าน-ล่ามก็แปลลายมือเหมือนกัน) อ่านแล้วก็มีคนชอบ นักเขียนเวียดนามขอฉบับแปลไปว่าจะลงในหนังสือพิมพ์ที่เวียดนาม วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตีพิมพ์สิ่งที่ผมอ่าน รุ่งขึ้นเลยดังไปเลย(ไม่ตั้งใจจริงๆ) ไม่รู้ว่ามันตื่นเต้นอะไรกันนักหนา เพราะสิ่งที่เราพูดทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้ว มันก็รู้เหมือนกันนั่นแหละ ทำเป็นมารยาทดีกันไปได้ ถ้าไม่เชื่อ เพื่อนๆลองอ่านดู ชาติ(นี้)จริงๆ


--------------------------------------------------------

ผู้ส่งข่าว
ผมมาที่นี่ เพื่อจะมาส่งข่าวถึงพวกคุณ เปล่า ผมไม่ได้มาในฐานะตัวแทนของนักเขียนของประเทศของผม แต่ผมมาในฐานะตัวแทนของตัวเอง มาเพื่อจะบอกกับพวกคุณว่า ในประเทศของผมมีภาษา มีวัฒนธรรม มีศิลปะและวรรณกรรมเช่นเดียวกับประเทศของคุณ ผิดเพียงแต่ว่า ประเทศของผมเป็นเพียงประเทศเล็กๆที่กำลังพัฒนา หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือประเทศโลกที่สาม

และเมื่อพูดถึงประเทศโลกที่สาม เรามักจะได้รับการดูถูกดูแคลนจากประเทศโลกที่หนึ่งอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ศิลปะ หรือแม้แต่นิสัยของผู้คนที่หยาบคาย ไม่วายเว้นแม้แต่วรรณกรรมที่พวกเราอ่านกันอยู่

งานวรรณกรรมในสายตาของผมในความคิดของผม มันมีคุณค่าไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กัน แต่ละประเทศนั้นต่างมีชุดประจำชาติที่สวมใส่ ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นถิ่น เพื่อให้คนได้อยู่อย่างอบอุ่นและสุขสบาย ส่วนที่เกินมานั้น และเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของความเป็นมนุษย์ คือความสวยงาม ความพึงใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือศิลปะนั่นเอง

และทุกครั้งที่พวกคุณมองดูเสื้อผ้าของพวกเราที่สวมใส่อยู่ คุณมักจะตัดสินเราว่า เสื้อผ้าของพวกเราไม่ทันสมัย การตัดเย็บยังไม่ประณีต ไม่มีแฟชั่นที่หลากหลาย ไม่มีสไตล์ที่น่าสนใจ

เช่นเดียวกัน เมื่อคุณมองวรรณกรรมของเรา คุณมักจะตัดสินว่า วิธีการเขียนไม่ทันสมัย ไม่มีสไตล์ที่น่าตื่นเต้น เรื่องราวเนื้อหายังวนเวียนกับเรื่องซ้ำซาก ความยากจนของประชาชน นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น การใช้แรงงานเด็ก ปัญหาโสภิณี

ผมมาที่นี่เพื่อจะส่งข่าวว่า ถึงแม้ประเทศของผมจะไม่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นประเทศของพวกคุณ แต่ผู้คนในประเทศของผมก็สวมใส่เสื้อผ้าเช่นเดียวกันกับผู้คนในประเทศของคุณ ขอได้โปรดอย่าคิดว่าผู้คนในประเทศของผมไม่มีเสื้อผ้าให้สวมใส่เหมือนผู้คนในประเทศของคุณ

และวันหนึ่ง เมื่อคุณเบื่อที่จะสวมใส่เสื้อผ้าของคุณ หรือเบื่อแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของคุณ คุณอยากจะลองสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างจากที่คุณเคยชิน ผมเพียงแต่หวังว่า วันหนึ่ง ในตู้เสื้อผ้าของพวกคุณอาจจะมีเสื้อผ้าของพวกเราชาวโลกที่สามเข้ามาปะปนให้คุณได้เลือกใส่บ้าง

เช่นเดียวกัน ในตู้หนังสือของพวกคุณ ในชั้นหนังสือของพวกคุณ ผมหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า อาจจะมีหนังสือของพวกเราเข้าไปปะปนบ้าง
ผมมาที่นี่ เพียงทำหน้าที่ส่งข่าวเท่านั้นเอง บางที ข่าวที่ผมนำมาส่งนี้อาจจะล่องลอยไปกับสายลม และผมไม่คาดหวังอะไรกับมันมากนัก ผมมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ส่งข่าว
ขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีส่วนทำให้ผมได้นำข่าวสารนี้มาฝากพวกคุณ ขอบคุณครับ

ชาติ กอบจิตติ
๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒
UNIVERSITY DE PROVENCE

-------------------------------------------------------

Fête du livre
15-18 octobre 2009
Aix-en-Provence
Cérémonie d’ouverture

Intervention de Chart Korbjitti


Je suis venu ici pour vous informer. Je ne suis pas venu comme représentant des écrivains thaïs mais à titre personnel. Je suis venu pour vous dire que mon pays a une langue, une culture et une tradition artistique. Et une littérature, tout comme dans chacun de vos pays. La différence, c’est que mon pays est petit et en voie de développement. Ou en d’autres termes un pays du tiers-monde.
Et quand on parle des pays du tiers-monde, les pays développés nous considèrent avec condescendance, qu’il s’agisse du mode de vie, des valeurs culturelles ou artistiques et considèrent les gens du tiers-monde comme des rustres, ce qui vaut aussi pour la littérature que nous lisons.
La littérature, à mon avis, est tout aussi importante que les vêtements que nous portons. Chaque pays a sa façon de se vêtir en fonction du climat et de l’environnement de façon à ce que chacun soit à l’aise et bien dans sa peau. Ce qui est au-delà de ça et dont on ne peut pas se passer, c’est la beauté; en d’autres termes, c’est l’art.
Et chaque fois que vous regardez les vêtements que nous portons, vous vous dites que ces vêtements sont démodés, de coupe grossière et sont tout sauf branchés.
De la même façon, quand vous considérez notre littérature, vous vous dites que notre style est démodé, qu’il n’a rien d’excitant, et que nos thèmes sont répétitifs: la pauvreté du petit peuple, la corruption des politiciens, la prostitution et l’exploitation des enfants.
Je suis venu ici pour vous dire que même si mon pays n’est pas aussi développé que les vôtres, nous portons des habits confortables et qui nous conviennent tout autant que ceux que vous portez chez vous. Et n’allez surtout pas croire que ce n’est pas le cas!
Et si un jour vous en avez marre de porter les vêtements qui sont les vôtres, ou de suivre les modes qui sont les vôtres et qui changent en permanence, j’espère que vous essaierez les nôtres, et que dans vos penderies on trouvera un choix de vêtements parmi les quels les nôtres figureront.
De la même façon, j’espère que sur vos étagères et dans vos bibliothèques, il y aura un choix d’ouvrages littéraires parmi lesquels les nôtres figureront aussi.
Je suis venu ici pour faire mon devoir qui est de vous informer. Si ça se trouve, cette information ne servira à rien, je n’ai pas de grands espoirs à ce sujet.
Mon devoir est simplement de vous informer
Je tiens à remercier tous ceux qui m’ont convié à venir ici pour délivrer ce message.


(Texte traduit par Louise-Pichard-Bertaux avec la collaboration de Marcel Barang)
 
 

หนาวแล้ว...

posted on 03 Nov 2009 12:51 by dekchart04  in Diaries

 

อยากไปปากช่องอีก

 

 

ปล.

ปลายเดือนนี้หยินจะออกหนังสือทำมือเล่มใหม่นะ

เรียนผู้อุปถัมภ์ทุกท่านรอรับหนังสือได้เลยค่ะ